svasdssvasds

เลือกตั้ง 2569 : กากบาท 1 ครั้ง ราคาแพงกว่าค่าแรง ประชาธิปไตยแบบ ‘Pay-to-Vote’

เลือกตั้ง 2569 : กากบาท 1 ครั้ง ราคาแพงกว่าค่าแรง ประชาธิปไตยแบบ ‘Pay-to-Vote’

‘ออกไปเลือกตั้งเพื่ออนาคตชาติ!’ วลีสุดคลาสสิกที่เราได้ยินทุกครั้งเมื่อฤดูกาลเลือกตั้งมาถึง ซึ่งในโลกอุดมคติ การเลือกตั้งก็แค่การเดินไปคูหาปากซอยแล้วเข้าไปกากบาทเลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ แต่จริงๆแล้ว การเลือกตั้ง 2569 อาจมีต้นทุนค่าใช้จ่ายมากกว่าค่าแรงทั้งสัปดาห์

SHORT CUT

  • การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2569 มีต้นทุนสูงสำหรับแรงงานย้ายถิ่น โดยค่าใช้จ่ายทั้งค่าเดินทางและค่าเสียโอกาสจากการลางานอาจสูงถึง 1,500 - 5,000 บาท ซึ่งแพงกว่าค่าแรงขั้นต่ำและสร้างความเหลื่อมล้ำ
  • ระบบเลือกตั้งไทยที่ผูกติดกับทะเบียนบ้านเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ประชาชนที่ทำงานต่างถิ่นต้องเดินทางไกลเพื่อไปลงคะแนน เพราะการย้ายทะเบียนบ้านอาจกระทบสิทธิสวัสดิการอื่น
  • หลายประเทศมีรูปแบบการเลือกตั้งที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชน เช่น การลงคะแนนออนไลน์ (เอสโตเนีย) หรือการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ไหนก็ได้ (เกาหลีใต้) เพื่อลดต้นทุนและทำให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิได้เท่าเทียม

‘ออกไปเลือกตั้งเพื่ออนาคตชาติ!’ วลีสุดคลาสสิกที่เราได้ยินทุกครั้งเมื่อฤดูกาลเลือกตั้งมาถึง ซึ่งในโลกอุดมคติ การเลือกตั้งก็แค่การเดินไปคูหาปากซอยแล้วเข้าไปกากบาทเลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ แต่จริงๆแล้ว การเลือกตั้ง 2569 อาจมีต้นทุนค่าใช้จ่ายมากกว่าค่าแรงทั้งสัปดาห์

โลกความจริงปี 2569 ที่คนไทยนับแสนคนต้องเป็น ‘แรงงานย้ายถิ่น’ ทิ้งบ้านเกิดมาสู้ชีวิตในเมืองใหญ่ คำเชิญชวนให้ออกไปเลือกตั้งนี้ อาจกลายเป็นคำท้าทายเงินในกระเป๋า เพราะในความเป็นจริง ระบบการเลือกตั้งของไทยกำลังบีบให้คนต้องเลือกระหว่าง สิทธิในการส่งเสียง กับ เงินประทังชีวิตในเดือนนั้น

ทำไมการไปใช้สิทธิถึงกลายเป็นภาระ? และทำไมประเทศอื่นเขาถึงทำให้การเลือกตั้งง่ายเหมือนการกดสั่งฟู้ดเดลิเวอรี?  SPRiNG จะพาไปแกะบิลค่าใช้จ่ายและส่องโมเดลโลกที่พิสูจน์ว่า ‘การอำนวยความสะดวกให้ประชาชน’ คือรากฐานของความเท่าเทียม

เลือกตั้ง 2569 : กากบาท 1 ครั้ง ราคาแพงกว่าค่าแรง ประชาธิปไตยแบบ ‘Pay-to-Vote’

เปิดบิลค่าพลเมืองดี ‘จ่ายเท่าไหร่ถึงได้กากบาท?’

ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ในช่วงปี 2567-2568 ระบุว่าไทยมีแรงงานย้ายถิ่นภายในประเทศเกือบ 1 ล้านคน ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้าน สาเหตุส่วนใหญ่ ‘ย้ายเพื่ออยู่รอด เพื่อโอกาสที่ดีกว่า รายได้ที่มากกว่า ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนที่อยู่’ นี่คือบิลค่าใช้จ่ายที่คนต่างจังหวัดต้องจ่ายเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2569 เพื่อให้เสียงของตัวเองมีความหมาย

1. ค่าเดินทาง

หากคุณเป็นคนอีสานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ค่ารถทัวร์ไป-กลับเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 - 1,500 บาท หากใช้รถส่วนตัวตัวเลขจะพุ่งไปที่ 3,000 บาท++

2. ค่าเสียโอกาส

สำหรับแรงงานรายวัน การลางาน 2 วันเพื่อเดินทาง คือการสูญเสียรายได้เฉลี่ย 700 - 900 บาท (อิงตามค่าแรงขั้นต่ำปี 2568)

3. ค่าธรรมเนียมแฝง

ระบบเลือกตั้งไทยผูกโยงกับทะเบียนบ้านอย่างเหนียวแน่น การย้ายทะเบียนบ้านเพื่อความสะดวกในการเลือกตั้งมักส่งผลกระทบต่อสิทธิสวัสดิการอื่นๆ (เช่น บัตรทอง หรือโควตาเรียนต่อของลูก) ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าย้ายบ้านตามตัวบุคคลจริงๆ

สรุปยอดการไปเลือกตั้งหนึ่งครั้งอาจมีต้นทุนสูงถึง 1,500 - 5,000 บาท สำหรับคนที่มีรายได้น้อย เงินจำนวนนี้คือค่าอาหารเกือบครึ่งเดือน หรือค่าห้องเช่าค้างจ่าย ขณะที่คนที่มีทะเบียนบ้านในเขตที่ทำงานอยู่ อาจจ่ายเพียงค่ารถเมล์ 20 บาท หรือเดินไปฟรีๆ นี่คือความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงสิทธิในการออกเสียง

เลือกตั้ง 2569 : กากบาท 1 ครั้ง ราคาแพงกว่าค่าแรง ประชาธิปไตยแบบ ‘Pay-to-Vote’

หลายประเทศรัฐขจัด ‘กำแพง’ เพื่อเสียงประชาชน

ในหลายประเทศ การเลือกตั้งถูกออกแบบมาให้ ‘วิ่งเข้าหาประชาชน’ มากกว่าให้ประชาชน ‘วิ่งหาสถานีรถทัวร์’

1. เอสโตเนีย (Estonia) เลือกตั้งที่ไหนก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต

เอสโตเนีย คือ ประเทศแรกของโลกที่มีการเลือกตั้งออนไลน์ผู้นำด้าน i-Voting ที่แรกของโลก ที่นำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2005 ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถล็อกอิน ID-card ผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนได้จากทุกมุมโลก ทำให้การเลือกตั้ง ‘ฟรี’ ในแง่ของต้นทุนการเดินทาง

  • ความพิเศษของเอสโตเนีย คือ ผู้ใช้สิทธิ์สามารถเปลี่ยนแปลงผลโหวตของตัวเองได้ หากพบว่าการลงคะแนนคลาดเคลื่อน
  • สามารถตรวจสอบการส่งผลโหวตอิเล็กทรอนิกส์ของตัวเองได้โดยตรง ผ่านแอปพลิเคชันแบบพิเศษ แม่นยำและโปร่งใส
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง ทั้งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายหีบบัตรเลือกตั้ง และการดูแลความปลอดภัยไปได้กว่าครึ่ง

เลือกตั้ง 2569 : กากบาท 1 ครั้ง ราคาแพงกว่าค่าแรง ประชาธิปไตยแบบ ‘Pay-to-Vote’

2. เกาหลีใต้ ระบบ ‘Anywhere Voting’

เกาหลีใต้แก้ปัญหาคนย้ายถิ่นด้วยระบบ Early Voting (การเลือกตั้งล่วงหน้า) ที่มีประสิทธิภาพที่สุดแห่งหนึ่ง ประชาชนสามารถลงคะแนนล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนก่อน 

  • ในช่วงวันเลือกตั้งล่วงหน้า ผู้มีสิทธิสามารถเดินเข้าหน่วยเลือกตั้ง ‘หน่วยเลือกตั้งที่ไหนก็ได้’ ทั่วประเทศ (เช่น มาทำงานที่โซลแต่บ้านอยู่ปูซาน ก็เดินเข้าหน่วยในโซลได้เลย) โดยไม่ต้องลงทะเบียนไว้ก่อน
  • ใช้เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนดิจิทัลและเครื่องลงคะแนนอัตโนมัติ ผู้ลงคะแนนล่วงหน้าจะต้องสแกนลายนิ้วมือหรือเขียนชื่อ เพื่อยืนยันการใช้สิทธิ ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันการลงคะแนนซ้ำในวันเลือกตั้งจริง

เลือกตั้ง 2569 : กากบาท 1 ครั้ง ราคาแพงกว่าค่าแรง ประชาธิปไตยแบบ ‘Pay-to-Vote’

3. สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร เลือกตั้งทางไปรษณีย์ (Postal Voting)

  • ผู้มีสิทธิสามารถขอรับบัตรเลือกตั้งที่บ้าน กากบาท แล้วส่งคืนทางไปรษณีย์ได้ (สหรัฐฯ แต่ละรัฐมีระเบียบต่างกัน บางรัฐก็ไม่มีให้เลือกทางไปรษณีย์) โดยสหราชอาณาจักรรัฐเปิดให้ขอได้ล่วงหน้าจนถึงประมาณ 11 วันทำการก่อนวันเลือกตั้ง ทำให้คนที่มีแผนต้องเดินทางกะทันหันไม่เสียสิทธิ
  • ช่วยให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และคนที่ต้องทำงานกะกลางคืน สามารถใช้สิทธิได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาเดินทาง
  • ใช้ระบบการตรวจสอบ 'Personal Identifiers' คือต้องเซ็นชื่อและระบุวันเกิดในใบนำส่ง ซึ่งจะถูกสแกนเทียบกับฐานข้อมูลที่ให้ไว้ตอนสมัคร เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ

เลือกตั้ง 2569 : กากบาท 1 ครั้ง ราคาแพงกว่าค่าแรง ประชาธิปไตยแบบ ‘Pay-to-Vote’

ประชาธิปไตยที่ไม่เท่าเทียม

กลับมาที่การเลือกตั้ง 2569 ของไทย ที่ยังยึดโยงอยู่กับ 'กระดาษ' และ 'การเดินทางไปปรากฏตัว' ความเท่าเทียมจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง เพราะเสียงของคนที่ลางานได้ มีกำลังกว่า สะดวกกว่า ย่อมดังกว่า ส่วนคนที่ลำบากที่สุดกลับเข้าถึงสิทธิได้ยากที่สุด หรือบางคนอาจยอมถูดตัดสิทธิไปเลย ทั้งที่พวกเขาคือกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ

การพัฒนาระบบเลือกตั้งให้ทันสมัย จึงไม่ใช่เรื่องของความเท่ แต่เป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวก ลด 'ต้นทุนความเป็นพลเมือง' เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิออกเสียงเท่ากันอย่างแท้จริง ไม่ว่าในกระเป๋าจะมีเงินกี่บาทก็ตาม

อ้างอิงข้อมูล

related