svasdssvasds

'ไวรัสนิปาห์' คืออะไร โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน สรุปอาการ ควรป้องกันตัวยังไง

'ไวรัสนิปาห์' คืออะไร โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน สรุปอาการ ควรป้องกันตัวยังไง

'ไวรัสนิปาห์' คืออะไร โรคติดต่ออันตราย ที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน มีความรุนแรงสูงและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ยังไม่พบผู้ป่วยในประเทศไทย

SHORT CUT

  • ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่ออันตรายจากสัตว์สู่คน มีค้างคาวผลไม้เป็นพาหะหลัก สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ป่วย การกินผลไม้ที่ปนเปื้อน หรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • อาการเริ่มแรกมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หากรุนแรงอาจเกิดภาวะสมองอักเสบเฉียบพลัน ชัก และเข้าสู่ภาวะโคม่าจนเสียชีวิตได้
  • วิธีป้องกันคือการล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการบริโภคผลไม้ที่มีรอยสัตว์กัดแทะ ปรุงอาหารให้สุก และไม่สัมผัสสัตว์ป่วยหรือสัตว์ที่ตายผิดปกติ
  • ปัจจุบันไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่ได้จัดเป็นโรคติดต่ออันตรายและมีการเฝ้าระวังคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด

'ไวรัสนิปาห์' คืออะไร โรคติดต่ออันตราย ที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน มีความรุนแรงสูงและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ยังไม่พบผู้ป่วยในประเทศไทย

จากกรณีการแพร่ระบาดของ "โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์" (Nipah Virus) ในประเทศอินเดีย ที่ล่าสุดพบผู้ป่วยยืนยันแล้ว 5 ราย และมีการกักตัวกลุ่มเสี่ยงสูงกว่า 180 คนในรัฐเวสต์เบงกอล ทำให้ทั่วโลกเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับไวรัสชนิดนี้อีกครั้ง

สถานการณ์ปัจจุบัน ไทยยังปลอดภัยแต่ไม่ประมาท

ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคน อย่างไรก็ตามกรมควบคุมโรคได้จัดให้โรคนี้เป็นหนึ่งใน โรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย

โดยขณะนี้ได้สั่งการให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้เดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่มีไข้สูงหรือมีอาการเข้าข่ายจากพื้นที่เสี่ยง

"ไวรัสนิปาห์" คืออะไร น่ากลัวแค่ไหน

ไวรัสนิปาห์จัดเป็น โรคติดต่ออันตราย ตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน มีความรุนแรงสูงและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง

  • พาหะหลัก: คือ ค้างคาวผลไม้ (แหล่งรังโรค) และมี สุกร เป็นโฮสต์กึ่งกลาง
  • ความร้ายแรง: ก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาท สมองอักเสบเฉียบพลัน และปอดอักเสบได้

เช็ก 3 ช่องทาง ติดต่อทางไหนได้บ้าง?

  1. จากสัตว์สู่คน: สัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ หรือเลือดของสัตว์ที่ติดเชื้อ
  2. การกิน: ทานผลไม้ที่มี รอยกัดแทะของค้างคาว หรือดื่มน้ำช่อดอกมะพร้าว/อินทผลัมที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว,
  3. จากคนสู่คน: สัมผัสใกล้ชิดกับน้ำลายหรือเสมหะของผู้ป่วย (พบบ่อยในกลุ่มผู้ดูแลหรือบุคลากรทางการแพทย์)

อาการที่ต้องเฝ้าระวัง (ระยะฟักตัว 4 - 14 วัน หรืออาจนานถึง 45 วัน)

  • เริ่มแรก: มีไข้สูง, ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, อาเจียน และเจ็บคอ
  • ระยะรุนแรง: ง่วงซึม, ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง, สมองอักเสบเฉียบพลัน และอาจมีภาวะหายใจล้มเหลว,
  • วิกฤต: อาจเกิดอาการชัก และเข้าสู่ภาวะ โคม่าภายใน 24 – 48 ชั่วโมง จนถึงขั้นเสียชีวิต
  • ผลกระทบระยะยาว: ผู้ที่รอดชีวิตประมาณ 20% อาจมีปัญหาทางระบบประสาท เช่น โรคลมชักหรือบุคลิกภาพเปลี่ยนไป

How to ป้องกันตัวเองให้ชัวร์

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำหลังสัมผัสสัตว์หรือไปในพื้นที่เสี่ยง
  • Say No ผลไม้มีรอยแทะ: หลีกเลี่ยงผลไม้ที่ตกอยู่กับพื้นหรือมีรอยสัตว์กัด และควรล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนกิน
  • กินร้อน ปรุงสุก: ปรุงอาหารให้สุกเสมอ และเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้สดที่เก็บจากต้นโดยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
  • เลี่ยงสัมผัสสัตว์ป่วย: หากเจอสัตว์ตายผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

แม้ตอนนี้ไทยจะยังไม่พบผู้ป่วย แต่การดูแลสุขอนามัยพื้นฐานก็เป็นเรื่องสำคัญ หากใครมีประวัติเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงหรือเดินป่าเก็บมูลค้างคาว แล้วมีอาการไข้สูง ควรรีบพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติเสี่ยงให้ชัดเจน หรือสอบถามสายด่วนกรมควบคุมโรค

related