
SHORT CUT
แบงก์ชาติ กางแผนปฏิบัติการ 'ล้างบางทุนสีเทา' ปี 2569 สั่งปิดตายเพิ่มกฎเหล็ก เบิก-ถอน 5 ล้านบาท/ต่อครั้ง ต้องชี้แจง
ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มศักยภาพ ปี 2569 กลับกลายเป็นอีกปีหัวเลี้ยวหัวต่อที่ประเทศต้องเผชิญ 'ศึกซ้อนศึก' ทั้งแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก การแข่งขันในภูมิภาค และภัยเงียบจาก 'กลุ่มทุนเทา' ที่แทรกซึมเข้ามาบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นวงกว้าง เงินหมุนเวียนนอกระบบ การฟอกเงิน การใช้ธุรกิจบังหน้า ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ ล้วนสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี และกัดกร่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงิน โดยเฉพาะ ธนาคารแห่งประเทศไทย และภาคธนาคารพาณิชย์ ถูกดันขึ้นมาอยู่แนวหน้า เปิดเกมรุกสกัดทุนสีเทาอย่างจริงจัง ตั้งแต่การยกระดับมาตรการรู้จักลูกค้า (KYC) การติดตามธุรกรรมผิดปกติ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งในและต่างประเทศ ปี 2569 จึงไม่ใช่แค่ปีของการประคองเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่เป็นปีที่ไทยต้อง 'ล้างระบบ' ควบคู่ไปกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หากหวังจะกู้ความเชื่อมั่น และพาเศรษฐกิจกลับสู่เส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืนอีกครั้ง
บนเวทีสัมมนา Thailand Economic Drives 2026 หาทางออกเศรษฐกิจไทย จัดโดย โพสต์ทูเดย์ (Post Today) ภายใต้คอนเซปต์ “ฝ่ามรสุม 69” เพื่อเจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจไทยและโอกาสในการปรับตัวท่ามกลางความผันผวนระดับโลก โดยหนึ่งในไฮไลท์สำคัญ คือ ดร.วิรไท รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเขากล่าวว่า ปี 2569 ปัญหาที่ยังคงเป็นหนามยอกอกเศรษฐกิจไทยคือเรื่องทุนสีเทา และขบวนการสแกมเมอร์ที่ฝังรากลึกมานาน แม้ตัวเลข GDP ของเราจะยังคงวนเวียนอยู่ที่ระดับ 1.9% - 2% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในปีนี้คือความเอาจริงเอาจังของหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ดูแลดอกเบี้ยนโยบายเหมือนในอดีตอีกต่อไป
จากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกพบว่า ในปี 2569 นี้ แผนการปราบปรามทุนสีเทาถูกยกระดับขึ้นเป็น มาตรการเฉพาะจุดที่เน้นการปิดทุกช่องโหว่ทางการเงินอย่างละเอียด ดังนี้
โดยมาตรการที่เรียกเสียงฮือฮาที่สุดคือการควบคุมการใช้เงินสดในมูลค่าสูง ตอนนี้ใครที่จะ “เบิก” หรือ “ฝาก” เงินสดเกิน 5 ล้านบาทต่อครั้ง ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเมื่อก่อน เพราะธนาคารพาณิชย์ถูกสั่งให้ทำสิ่งที่เรียกว่า Intelligence หรือการตรวจสอบเชิงลึกว่าเงินเหล่านั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร และจะเอาไปใช้ทำอะไรกันแน่ หากอธิบายเหตุผลไม่ได้ ธนาคารมีสิทธิ์ระงับธุรกรรมนั้นทันที มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบีบให้ธุรกรรมที่ผิดปกติกลับเข้ามาอยู่ในระบบที่ตรวจสอบได้ ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มว่าอาจจะลดเพดานลงเหลือเพียง 3 ล้านบาท เพื่อสกัดกั้นกลุ่มทุนเทาที่ชอบถือกระเป๋าเงินสดใบใหญ่ๆ ไปฟอกเงิน
สำหรับช่องทางที่กลุ่มสแกมเมอร์และทุนเทาชอบใช้มากที่สุดอย่าง E-money หรือกระเป๋าเงินดิจิทัล ปี 2569 นี้มีการคุมเข้มแบบไม่ให้หายใจ ผู้ให้บริการต้องทำโปรไฟล์ลูกค้าอย่างละเอียด หากพบพฤติกรรมน่าสงสัยหรือเข้าข่ายเป็น “บัญชีม้า” จะถูกจำกัดวงเงินการโอนทันที เช่น เหลือเพียง 30,000 บาท หรือหากเป็นบัญชีที่มีความเสี่ยงสูงมากอาจถูกจำกัดไว้ที่ 5,000 บาทเท่านั้น เพื่อป้องกันการถ่ายโอนเงินจำนวนมากหนีการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังมีการติดตามตรวจสอบเส้นทางเงินในรูปแบบ USDT และ Digital Flow อย่างใกล้ชิดอีกด้วย
ทองคำเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมที่ทุนสีเทาใช้หลบซ่อนเงิน แต่ตอนนี้ข้อมูลการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันทั้งหมดถูกส่งตรงไปยังแบงก์ชาติแล้วครับ หากใครเทรดทองเกิน 20 ล้านบาทต่อวัน ข้อมูลจะถูกรายงานทันที และถ้าเกิน 50 ล้านบาท จะถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้นไปอีก แม้กระทั่งการไปรับทองคำที่ร้าน หากมีน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปที่เจ้าหน้าที่ทันที เพื่อป้องกันการเปลี่ยนเงินสดเป็นทองคำแล้วลักลอบนำออกนอกประเทศ
มาตรการควบคุมเงินสดไม่ได้หยุดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ครับ แต่ขยายไปถึงพื้นที่ชายแดนด้วย ปัจจุบันการนำเงินสดเข้าประเทศเกิน 200,000 ดอลลาร์ต้องสำแดงที่มาที่ไปอย่างชัดเจน และการแลกเงินตามร้าน Exchange ต่างๆ ในเขตชายแดน หากยอดเกิน 200,000 บาท จะถูกจับตาเป็นพิเศษ เพื่อตัดวงจรการส่งส่วยหรือการหมุนเงินของกลุ่มอิทธิพลข้ามชาติ
อย่างไรก็ตามแบงก์ชาติมองว่าการปราบปรามทุนเทาเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องอาชญากรรม แต่มันคือการแก้ไข “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” เพราะหากเราปล่อยให้ทุนสีเทาและขบวนการผิดกฎหมายกัดกินระบบเศรษฐกิจต่อไป ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งสูงขึ้น และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะถดถอยลง สำหรับในปี 2569 นี้ เป้าหมายใหญ่คือการดันเศรษฐกิจไทยให้โตไปถึงระดับ 2.7% - 3.5% ตามศักยภาพที่ควรจะเป็น ซึ่งมาตรการกำจัดทุนเทาคือหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยทำให้ระบบการเงินไทยใสสะอาดขึ้น พร้อมรับการลงทุนใหม่ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาล แบงก์ชาติ และหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ปปง. และ กกต., เพราะตราบใดที่ "เทคโนโลยีเปลี่ยน" ขบวนการทุนเทาก็พร้อมจะ "เปลี่ยนทิศทาง" อยู่เสมอ การปราบปรามในปีนี้จึงเป็นการต่อสู้ที่ต้องใช้ทั้งข้อมูล (Data) และมาตรการที่รวดเร็ว (Targeted Measures) เพื่อให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากวงจรเดิมๆ