
แม้จะมีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้คนจำนวนมาก แต่น่าสนใจว่า 'อินฟลูเอนเซอร์' บางคนยังไม่ถูกนับพวกว่าเป็น 'สื่อมวลชน' เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น และเรื่องนี้สำคัญมากแค่ไหน
ท่ามกลางยุคสมัยที่ใครก็มี 'ไมโครโฟน' และ 'หน้าจอ' เป็นของตนเอง เส้นแบ่งระหว่าง 'สื่อมวลชนมืออาชีพ' กับ 'อินฟลูเอนเซอร์' ดูจะพร่าเลือนลงทุกขณะ
ในขณะที่โลกออนไลน์ยอมรับตัวตนของพวกเขาในฐานะผู้มีอิทธิพลทางความคิด กลับมีกำแพงบางอย่างในเชิงกฎหมายและจริยธรรม ที่ทำให้หลายๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น สมาคมวิชาชีพสื่อ นักวิชาการ หรือกระทั่งคนทั่วไป ตั้งข้อสังเกตว่าอาจยังไม่สามารถขานชื่อพวกเขา ในฐานะ 'สื่อมวลชน' ได้อย่างเต็มปาก
หากอธิบายในบริบทของประเทศไทย จะพบว่าการกำกับควบคุมการทำงานของสื่อสารมวลชนไม่ได้ระบุถึงตัวผู้ประกอบอาชีพโดยตรง แต่กำหนดไปที่การประกอบกิจการ หรือการปฏิบัติส่วนอื่น ๆ เช่น สื่อโทรทัศน์ถูกควบคุมและกำกับโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) การควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์โดย พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 เป็นต้น
ในขณะที่การควบคุมสื่อมวลชนที่นำเสนอผ่านช่องทางออนไลน์นั้น ไม่ได้มีตัวบทกฎหมายเฉพาะเจาะจง แต่อยู่ใต้กฎหมายอื่น ๆ ในรูปแบบใกล้เคียงกับบุคคลทั่วไป เช่น กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 เป็นต้น
แม้แต่ในกฎหมายล่าสุดอย่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือ PDPA ก็มีการระบุถึงการนำเสนอข้อมูลในเชิงสื่อสารมวลชนนมาตรา 4 วรรค 3 ที่ระบุข้อยกเว้นในการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลว่า “เพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรมอันเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ หรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น” กล่าวคือ ไม่ได้ระบุถึงตัวผู้เผยแพร่ว่าเป็นบทบาทใด แต่อธิบายเจาะจงไปที่การกระทำ ว่าทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และมีจริยธรรมในทางสื่อมวลชนหรือไม่มากกว่า
บทบาทหน้าที่ของสมาคมสื่อ
การกำกับการปฏิบัติงานของสื่อสารมวลชนนี้ ไม่ได้มีการระบุชัดเจนในข้อกฎหมายว่าต้องมีคุณสมบัติใดบ้าง องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน หรือ ที่มักถูกเรียกกันในภาษาปากว่า ‘สมาคมสื่อ’ และสมาคมนักข่าวไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการระบุว่าใครเป็นหรือไม่เป็นสื่อ เหมือนสภาทนายความ หรือ แพทยสภา เนื่องจากโดยหลักการแล้ว การมีองค์กรใดกำกับและคอยกำหนดว่าบุคคลใด ‘เป็น’ หรือ ‘ไม่เป็น’ สื่อมวลชน/นักข่าว/คนทำงานข่าว อาจนำไปสู่การควบคุม และทำลายบทบาทในการตรวจสอบอำนาจรัฐของสื่อมวลชน รวมไปถึงทำให้สื่อมวลชนกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางการเมืองโดยสมบูรณ์
ดังนั้นบทบาทองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจึงเป็นไปในลักษณะการเป็นตัวกลางรวมกลุ่มเป็นปากเสียง และเจรจาต่อรองผลประโยชน์ของคนทำงานสื่อสารมวลชน รวมถึงการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะในการประกอบกิจการ และทำงานสื่อสารมวลชน
ระวี ตะวันธรงค์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชนของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และกรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ อธิบายว่า ในบทบาทของสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ สามารถยกตัวอย่างผลงานในอดีต คือ การรวมตัวเรียกร้องต่อ Google News และ Line Today ให้แบ่งรายได้จากโฆษณาที่เป็นธรรมแก่สื่อมวลชนเจ้าของข่าว ที่ทั้ง 2 บริษัท หยิบยกเนื้อหาข่าวคือองค์กรสื่อมวลชนต่าง ๆ ไปใช้ในเว็บไซต์ และแพลตฟอร์มของตนเอง
อย่างไรก็ตามในด้านการกำกับจริยธรรมหรือจรรยาบรรณที่เหมาะสมในการนำเสนอเนื้อหาและปฏิบัติงานนั้น องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไม่ได้มีอำนาจในการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากไม่มีกลไก และข้อกฎหมายที่ให้อำนาจในการระบุว่าใครเป็นสื่อหรือไม่ใช่สื่อ ทำผิดข้อบังคับในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มีเพียงการขอความร่วมมือผ่านประกาศต่าง ๆ ออกแนวปฏิบัติที่เหมาะสมในทางวิชาชีพและวิชาการ รวมถึงให้ข้อเสนอแนะในการนำเสนอข่าวสารเท่านั้น
รับผิด-รับชอบ เส้นแบ่งของความเป็นสื่อมวลชน
เมื่อข้อกฎหมายไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าใครคือสื่อมวลชน หรือใครคือนักข่าว ทำให้การระบุว่าใครเป็นหรือ ไม่เป็นสื่อมวลชนเป็นเรื่องยาก องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจึงสามารถทำได้เพียงการกำหนดผ่านเกณฑ์การรับสมาชิก
ดังนั้น อินฟลูเอนเซอร์ที่นำเสนอข่าวสารแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้งในเพจ Facebook ช่อง Youtube หรือ แม้แต่ใน Tiktok สามารถนับเป็นสื่อมวลชนได้หรือไม่? เพราะพวกเขาก็เป็นกระบอกเสียง เป็นผู้ผลิตเนื้อหา ผ่านช่องทางออนไลน์เหมือน ๆ กับสื่อมวลชนออนไลน์ที่เป็นสำนักข่าว หรือองค์กรที่นำเสนอเนื้อหาเชิงวารสารศาสตร์
ระวี ได้ยกตัวอย่างในกรณีของสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ที่เขาเคยเป็นประธานว่า มีการกำหนดสมาชิกสามัญว่า ให้เป็นในลักษณะของนิติบุคคลที่ประกอบกิจการการผลิตข่าวออนไลน์ ต้องมีคนที่ผลิตเป็นระบบกองบรรณาธิการ และมีเว็บไซต์ที่เปิดมาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ไม่ได้มีเพียงการเผยแพร่เนื้อหาผ่านทางแพลตฟอร์มอื่น เช่น Facebook หรือ Youtube เพียงอย่างเดียว โดยในระดับตัวบุคคลหรือตัวนักข่าวจะอยู่ในสมาชิกวิสามัญ ซึ่งสมาชิกทั้ง 2 ประเภทแตกต่างกันในเรื่องเงื่อนไขการออกเสียงต่อนโยบายหรือการขับเคลื่อนการตัดสินใจภายในสมาคม
การที่ต้องเป็นนิติบุคคล และมีเว็บไซต์แสดงตัวอย่างชัดเจนนี้ ระวี อธิบายว่า เป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับความโปร่งใสในหลักการของความเป็นสื่อสารมวลชน ที่ต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งนำไปสู่หลักการสำคัญคือ ‘ความรับผิดชอบ’ ต่อเนื้อหาที่ตนนำเสนอ ในกรณีเกิดความผิดพลาด ก่อให้เกิดผลกระทบ หรือการละเมิดผู้อื่น
“สมมติน้องมีผู้ติดตามเป็นล้านนะ วันใดวันหนึ่งน้องพลาด ต่อให้น้องมีทีมด้วยนะ เกิดทีมเขียนแล้วไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น หรือเขียนแล้วไปโดนฟ้องขึ้นมา คำถามคือ เขาจะฟ้องใครในเมื่อคุณไม่เป็นนิติบุคคล น้องถูกฟ้อง น้องไม่มีตังค์จ่ายแน่ ๆ น้องปิดเพจหนีเลย เพราะว่าไม่มีตัวตนอีกฉันเป็นแค่เพจ เป็นแค่อินฟลูเอนเซอร์ เป็นแค่ยูทูบเบอร์มันตามตัวไม่เจอแล้วไม่รู้จะส่งหมายศาลไปที่ใคร ไม่มีจำเลย ไม่มีชื่อตัวตน
"คนที่เปิดเผยตัวตนก็อีกเรื่องนึง แต่มันมีเพจที่ตั้งชื่อเพจมา แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวตนอะไร เราก็มีกติกาสำคัญก็คือว่าคุณต้องเป็นนิติบุคคล เนื่องจากเมื่อคุณทำผิด คุณก็ต้องรับผิดและรับชอบด้วยต่อให้คุณปิดเพจหนี ปิดเว็บหนี แต่นิติบุคคลคุณยังอยู่ คุณก็ต้องถูกฟ้องเพื่อให้ประชาชนเขามีสิทธิ์มีเสียงในการฟ้องสื่อ”
อธิบายได้ว่า จุดสำคัญของการที่จะเข้าร่วมสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์นั้น คือ ‘ความรับผิดชอบ’ ต่อเนื้อหาที่จะนำเสนอ โดยใช้เกณฑ์ของความเป็นนิติบุคคล เพื่อให้เห็นความโปร่งใสในความรับผิดชอบ ไม่สามารถหลีกลี้หนีหายได้โดยง่าย เนื่องจากการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจะมีรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบของทางราชการอย่างครบถ้วนและชัดเจน
เมื่อใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ - ปัญหาที่เกิดขึ้น
ในสายตาของระวี สื่อมวลชนแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
ซึ่งกลุ่มที่ 3 นี้ ปรากฏเป็นปัญหาที่เห็นเด่นชัด ในช่วงการปะทะกันบริเวณชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดการแพร่กระจายของข่าวปลอม
ระวีฉายภาพว่า เหตุของการสร้างเนื้อหาเน้นการกระตุ้นอารมณ์ของอินฟลูเอนเซอร์ อาจมีสาเหตุมาจากระบบการสร้างรายได้ของแพลตฟอร์มที่ทำให้เกิดบรรยากาศของการต้องสร้างยอดการเข้าถึงตลอดเวลา เพื่อคงสภาพรายได้ที่จะเข้ามาถึงตัวอินฟลูเอนเซอร์ แต่เมื่อ ‘สถานการณ์’ ในโลกความเป็นจริงไม่ได้มีเรื่องราวตื่นเต้น หวือหวา เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดสภาวะของการสร้างประเด็นให้เกิดยอดการเข้าถึง นำไปสู่การนำเสนอแต่เนื้อหา หรือ โพสต์ที่เน้นความหวือหวา หรือดราม่า ไปจนถึงข่าวปลอมของการปะทะ ในช่วงการปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อมวลชนแบบองค์กรมืออาชีพก็มีส่วนในปัญหาการโหมกระพือข่าวในช่วงเวลาของความขัดแย้งนี้ เพราะว่าแม้แต่สำนักข่าวใหญ่ที่เป็นสื่อองค์กรเองก็มีการอ้างอิงเนื้อหาเหล่านี้ โดยใช้คำว่า “รายงานข่าวว่า..” และไม่มีการตรวจสอบที่มา และหลักฐานที่เชื่อถือได้ เพื่อสร้างยอดการเข้าถึง ซึ่งสามารถนำไปสร้างรายได้ต่อได้
ผศ.ปาจารีย์ ปุรินทวรกุล อาจารย์ประจำภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และอนุกรรมการฝ่ายวิชาการ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า ปัญหาหนึ่งของการโหมกระพือข่าวในกรณีนี้ เป็นไปเนื่องจากสื่อองค์กร หรือสื่อสถาบันเองก็ไม่ได้ย้อนดูบทบาทหน้าที่ของตนอย่างแท้จริง และเน้นสร้างความหวือหวาเหมือนกับสื่อที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ แทนที่จะใช้ทรัพยากรหรือศักยภาพในมือสร้างประโยชน์แก่สังคม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง หรือเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่อินฟลูฯ เข้าไม่ถึง
“สื่อสถาบันพยายามขายดราม่าเพื่อที่จะดึงยอดการเข้าถึง แต่ไม่ได้ย้อนกลับไปดู Function หน้าที่ที่แท้จริงว่า สื่อสถาบันมีกระบวนการกลไกในการแบบ Fact Checking หรือเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่มันยาก แต่ว่าอินฟลูเอนเซอร์เขามีบทบาทหน้าที่ และศักยภาพในการเข้าถึงผู้ชม”
ขยายความว่า ในขณะที่มีการกล่าวหาว่า อินฟลูฯ จำนวนหนึ่งไม่ได้ยึดกรอบจริยธรรม/จรรยาบรรณในการนำเสนอเนื้อหา มุ่งใช้ความหวือหวา ข่าวปลอม การสร้างความเกลียดยัง แต่สื่อองค์กรหรือสื่อสถาบันจำนวนหนึ่งก็พร้อมจะละเลยหลักการเหล่านี้เช่นเดียวกัน โดยอ้างเนื้อหาจากอินฟลูฯ อีกทอดหนึ่ง และไม่ตรวจสอบยืนยันแหล่งข้อมูล เพียงเพราะเป็นเนื้อหาที่ดึงดูดยอดการเข้าถึง
ผู้เล่นสำคัญในการตรวจสอบ ‘สื่อ-อินฟลูฯ’
ผศ.ปาจารีย์ มองว่าจุดเด่นของทั้ง 2 กลุ่มนี้ สามารถสร้างประโยชน์ให้สังคมได้ผ่านศักยภาพที่แตกต่างกัน สื่อมวลชนแบบองค์กรสามารถเข้าถึงการตรวจสอบข้อมูล และพื้นที่ที่อินฟลูฯ เข้าไม่ถึงด้วยทรัพยากรที่มากกว่า ในขณะที่อินฟลูฯ สามารถเข้าถึง ‘ผู้ชม’ ได้ง่ายกว่าในยุคปัจจุบัน การจะอธิบายถึงการนับรวมความเป็น ‘สื่อ’ ที่ทำประโยชน์ให้สังคมจึงต้องพิจารณาถึงบทบาทหน้าที่ และคุณประโยชน์ของสื่อทั้ง 2 กลุ่ม
โดยผู้เล่นในพื้นที่นี้แบ่งเป็น สื่อมวลชน อินฟลูฯ และ ตัวผู้ชม ซึ่งล้วนแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำกับ และตรวจสอบสื่อทั้งมวล ไม่ว่าจะอยู่ในปริมณฑลการกำกับด้วยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนหรือกฎหมายว่าด้วยสื่อหรือไม่
อินฟลูเอนเซอร์สามารถเป็นกระบอกเสียงให้แก่ภาคประชาชนได้ ด้วยการเข้าถึงคนที่มากกว่าสื่อมวลชนแบบองค์กร เนื่องด้วยสภาวะการเสพสื่อที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่มในปัจจุบัน และผู้ชมเน้นตามแต่อินฟลูฯ ส่วนสื่อก็มีหน้าที่ในการตรวจสอบและขยายความเข้าใจของผู้ชมต่อประเด็นเหล่านั้น
“ในขณะเดียวผู้ชมก็ต้องมีวิจารณญาณและมีบทบาทสำคัญในการร่วมตรวจสอบสื่อและอินฟลูฯ ไปพร้อม ๆ กัน ผ่านการหาข้อมูลเพิ่มเติม และการกดดันด้วยกระแสทางสังคมเพื่อให้ทั้ง 2 กลุ่มอยู่กับร่องกับรอย”
ผศ.ปาจารีย์ ระบุอีกว่า จากประสบการณ์ที่เก็บข้อมูลความสัมพันธ์ในสื่อสังคมออนไลน์ พบว่าผู้เล่นในสนาม มี 3 ฝ่าย คือ 1.สื่อมวลชน 2.อินฟลูเอนเซอร์ 3.ผู้ชม ซึ่งพบว่าทั้ง 3 ส่วนนี้ทำงานกำกับดูแลสื่อมวลชนร่วมกันได้เป็นอย่างดี โดยที่สื่อมวลชนมีบทบาทในการเป็นทั้งผู้ตรวจสอบ ที่สามารถตรวจสอบกันเองได้ด้วย เช่น ThaiPBS ที่มี Thai PBS verify คอยตรวจสอบข่าวปลอม ในขณะเดียวกันเขาก็ถูกตรวจสอบด้วยโดยธรรมชาติ ส่วนอินฟลูฯ ซึ่งมีหลายกลุ่ม หลายแวดวง ก็มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบสื่อมวลชน เช่น อาจารย์สฤณี อาชวานันทกุล เป็นต้น
ที่สำคัญคือภาคประชาชนหรือชาวเน็ตที่ฟีดแบกได้เร็วและแรงในหลาย ๆ กรณี หากเปรียบเทียบการทำงานกำกับดูแลขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งมีกระบวนการขั้นตอน มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน แต่ถ้ามีกระแสในโซเชียลบางครั้งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในสื่อมวลชนได้รวดเร็วมาก
“ลองเทียบเคสสรยุทธกับไบรท์ ล้อเลียนสาเนียงกัมพูชา 3 วันเท่านั้น ไม่เกินนี้ ต้องออกมาขอโทษทันที ถอดคลิปที่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกทันที กลไกภาคพลเมืองทางานเร็ว หนัก และรุนแรง โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย ไม่ต้องอาศัยการตั้งคณะกรรมการใดเลย แต่ถามว่าการตั้งคณะกรรมการยังจำเป็นไหม ในบางกรณีก็ยังจำเป็นอยู่ เพราะเราจะใช้สังคมด่าอย่างเดียว มันยาก ในหลาย ๆ กรณีมันมีความซับซ้อนที่ต้องใช้ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเข้ามาช่วยให้ความเห็น”
สอดคล้องกับแนวคิดของ ระวี ตะวันธรงค์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชนของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และกรรมการจริยธรรมสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่อธิบายว่า ด้วยกลไกของสมาคมที่ทำได้เพียงออกแถลงการณ์ร่วมหรือแนวทางปฏิบัติ กระบวนการที่ยั่งยืนที่สุดคือการ ‘สร้างภูมิคุ้มกัน’ ให้คนในสังคม เพื่อให้คนในสังคมหาข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลที่ตัวเองได้รับทั้งจากสื่อมวลชน และอินฟลูฯ
“คุณเลือกจะเชื่อสื่อไหน หรือเชื่ออะไรก็แล้วแต่ แต่คุณต้องเชื่ออย่าง Recheck อย่าเชื่อในภาพแรกที่เห็น ง่ายที่สุดก็คือเอาสิ่งนั้นไปค้น Google ว่ามีคนพูด หรือมีสื่อ ระดับประเทศหรือสื่อระดับจังหวัด หรือคนที่น่าเชื่อถือเขาได้สื่อสารเรื่องแบบนี้ไว้ไหม” ระวีสรุป
ปลายปี 2568 ยังเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ เมื่อมีการประกาศจัดตั้ง ‘สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย’ (Thai Creator Association) เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพคนในวงการครีเอเตอร์ไทย ผ่านการรวมกลุ่มกันเพื่อเจรจาต่อรองและสร้างกติการ่วมกันบางอย่าง พร้อมผลักดันให้เป็นอาชีพอย่างแท้จริง โดยคาดว่าจะจดทะเบียนจัดตั้งอย่างเป็นทางการภายในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งก็น่าติดตามต่อไปว่า จะช่วยยกระดับมาตรฐานการทำงานของ Content Creator หรืออินฟลูฯ ผู้ผลิตคอนเทนต์ทุกสายงาน รวมถึงสายข่าว ได้มากน้อยเพียงใด
เพราะโดยสรุปแล้ว อินฟลูเอนเซอร์จะถูกนับรวมเป็นสื่อตามนิยามของสมาคมสื่อ หรือในทางวิชาการใด ๆ หรือไม่ อาจไม่สำคัญเท่า จะจัดวางที่ทางของอินฟลูฯ เหล่านี้บนสังคมอย่างไร และสังคมจะได้ประโยชน์อะไร