
SHORT CUT
เจาะลึกสมรรถนะเครื่องบินขับไล่ F-35 Lightning II ที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญในสงครามอิหร่าน ด้วยเทคโนโลยีหลบหลีกการตรวจจับของเรดาห์และระบบเซ็นเซอร์ล้ำยุคที่สร้างความได้เปรียบเหนือน่านฟ้า จนถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีทางทหารที่กำลังพลิกโฉมอำนาจทางอากาศของโลก
นับตั้งแต่ปฏิบัติการ "Epic Fury" ของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ผนึกกำลังกันโจมตีอิหร่าน เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา เครื่องบินรุ่นหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญและทรงพลานุภาพในการทำลายล้างอย่างยิ่ง นั่นคือ F-35 Lightning II หรือที่เรียกว่า F-35
เครื่องบินขับไล่ F-35 Lightning II ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง คำถามคือเครื่องบินรุ่นนี้กำลังเปลี่ยนสมดุลโครงสร้างอำนาจทางอากาศของโลกหรือไม่
สำหรับตัวอักษร “F” ย่อมาจากคำว่า “Fighter” หรือ “เครื่องบินขับไล่” ส่วนหมายเลข 35 หมายถึง ลำดับการกำหนดชื่อเรียกเครื่องบินในระบบของกองทัพสหรัฐฯ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อธิบายเครื่องบินรบรุ่นนี้ว่า เป็นเครื่องบินขับไล่ที่แทบจะมองไม่เห็น เนื่องจาก F-35 ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถหลบหนีการตรวจจับของเรดาห์ด้วยสีและวัสดุที่ดูดซับสัญญาณเรดาร์เป็นพิเศษ
คุณสมบัตินี้ทำให้เครื่องบินสามารถปล่อยระเบิดอัจฉริยะ (Smart Bombs) คลัสเตอร์บอมบ์ หรือระเบิดลูกปราย และขีปนาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูง โดยสามารถโจมตีได้โดยไม่ถูกตรวจพบจากระยะไกลถึง 400 กิโลเมตร
นอกจากนี้ เครื่องบินยังผสานข้อมูลจากเรดาร์ติดตั้งในตัว กล้อง และเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์เข้าไว้ด้วยกันเป็นระบบบูรณาการระบบเดียว เพื่อให้นักบินสามารถมีความได้เปรียบศัตรูหนึ่งก้าวเสมอ
เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนี้ทำให้ F-35 มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน และสร้างความได้เปรียบเหนือน่านฟ้า เปิดทางให้เครื่องบินรุ่นอื่นๆ สามารถเข้าโจมตีได้โดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง
F-35 ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ในการโจมตีอิหร่านมากกว่า 3,000 ครั้ง นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ทำให้ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุด และผู้บัญชาการระดับสูงของอิหร่านอีกจำนวนหนึ่งเสียชีวิต
เครื่องบินรุ่นนี้ผลิตโดย Lockheed Martin บริษัทด้านป้องกันประเทศชั้นนำของสหรัฐฯ โดยเป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหนอเนกประสงค์ รุ่นที่ 5 ซึ่งสามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย ทั้งการรบแบบอากาศสู่อากาศ การโจมตีภาคพื้นดิน การเฝ้าระวังและการลาดตระเวน
กล่าวได้ว่า F35 คือหนึ่งในอากาศยานที่ทันสมัยที่สุดในโลก สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 2,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (1.6 แมค) บินได้สูงถึง 50,000 ฟุต (ราว 15 กิโลเมตร) และมีพิสัยการบินไกลถึง 2,200 กิโลเมตร
ปัจจุบันกองทัพสหรัฐฯ มีฝูงบิน F-35 รวมมากกว่า 600 ลำ โดยหลายลำกำลังปฏิบัติภารกิจจากฐานทัพของชาติพันธมิตรทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงจากเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald Ford ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ในทะเลอาหรับ ขณะที่อิสราเอลเครื่องบินรุ่นนี้ประจำการอีก 48 ลำ
เครื่องบินรุ่นนี้เริ่มเข้าประจำการในปี 2015 มีราคาอยู่ระหว่าง 80 - 120 ล้านดอลลาร์ (2,540 – 3,810 ล้านบาท) ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย
เครื่องบิน F-35 ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) และพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมถึง สหราชอาณาจักร อิตาลี เนเธอร์แลนด์ แคนาดา เดนมาร์ก นอร์เวย์ เบลเยียม โปแลนด์ เยอรมนี กรีซ และโรมาเนีย
เครื่องบินรุ่นนี้ยังติดตั้งซอฟต์แวร์และระบบการทหารขั้นสูง ทำให้สามารถแบ่งปันข้อมูลสมรภูมิได้แบบเรียลไทม์กับเครื่องบินและกองกำลังอื่นๆ
อย่างไรก็ตามระบบเหล่านี้ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์และระบบความปลอดภัยของสหรัฐฯ ในการทำงาน รวมถึงต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในการบำรุงรักษา ขณะที่มีกระแสข่าวลือว่า หากสหรัฐฯ ตัดสินใจว่าจะไม่ร่วมมือกับประเทศต่างๆ ที่ใช้ F-35 อีกต่อไป สหรัฐฯ อาจสามารถปิดกั้นการเข้าถึงซอฟต์แวร์ ซึ่งจะทำให้ฝูงบิน F-35 ของประเทศเหล่านั้นไร้ประสิทธิภาพได้ในทันที
ด้านสำนักงานโครงการร่วม F-35 (JPO) ได้ออกมาปฏิเสธข้อสันนิษฐานเรื่องการปิดระบบจากระยะไกล โดยระบุว่า ไม่มีปุ่มสำหรับสั่งหยุดการทำงาน (Kill Switch) แต่อย่างใด
ความขัดแย้งระลอกล่าสุดประหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับผู้นำชาติยุโรปหลายประเทศ รวมถึง ความไม่ลงรอยกันในประเด็นยูเครน เวเนซุเอลา กรีนแลนด์และล่าสุดคืออิหร่าน ทำให้บางประเทศในยุโรปเริ่มลังเลที่จะสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้ ตัวอย่างเช่น สเปนที่ได้ยกเลิกแผนการซื้อฝูงบิน F-35 เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการและบำรุงรักษาที่สูงลิ่วก็ทำให้โปรตุเกสและสวิตเซอร์แลนด์ชะลอการสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นดังกล่าวออกไปก่อน
คู่แข่งสำคัญของ F-35 คือเครื่องบินรบ “ยูไรไฟเตอร์ ไทฟูน” (Eurofighter Typhoon) ซึ่งใช้งานโดยเยอรมนี อิตาลี สเปน ออสเตรีย และสหราชอาณาจักรที่เพิ่งจะส่งเครื่องบินรบรุ่นดังกล่าวเพิ่มอีก 4 ลำไปป้องกันกาตาร์จากการโจมตีของอิหร่าน
เครื่องบินรบ F-35 ของอิสราเอลสามารถยิงเครื่องบินรบ YAK-130 ของอิหร่านตก เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการยิงเครื่องบินข้าศึกตกในการรบแบบอากาศสู่อากาศ (Air-to-Air Combat) ครั้งแรกของเครื่องบินรบชนิดนี้
ขณะที่ก่อนหน้านี้ อิหร่านเคยอ้างว่ายิง F-35 ของอิสราเอลตก 2 ลำในระหว่างความขัดแย้งของสงคราม 12 วัน เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว แต่คำกล่าวอ้างดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่เป็นความจริง
ที่มา: Euro News
เครดิตภาพ: Lockheed Martin & Reuters