
SHORT CUT
ช่องแคบฮอร์มุซอัมพาต! แม้หยุดยิงแต่เรือผ่านได้ไม่ถึง 10% อิหร่านสั่งคุมเส้นทาง-จ่อเก็บค่าผ่านทาง 2 ล้านดอลลาร์ ดันราคาน้ำมันพุ่งกระทบความมั่นคงพลังงานโลก
สถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกยังคงอยู่ในสภาวะชะงักงัน แม้จะมีการประกาศหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านแล้ว แต่ข้อมูลการติดตามเรือล่าสุดพบความผิดปกติที่น่ากังวล โดยในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีเรือผ่านช่องแคบได้เพียง 7 ลำเท่านั้น เมื่อเทียบกับสภาวะปกติที่มีเรือแล่นผ่านเฉลี่ยถึงวันละ 140 ลำ หรือคิดเป็นปริมาณที่ลดลงเหลือต่ำกว่า 10% ของระดับปกติ
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านเข้าควบคุมพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ โดยกำหนดให้เรือทุกลำต้องใช้เส้นทางใกล้เกาะลารักและน่านน้ำอิหร่านเท่านั้น โดยอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงทุ่นระเบิด อย่างไรก็ตาม บริษัทความปลอดภัยทางทะเลเตือนว่า เรือที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงเผชิญความเสี่ยงสูงมาก แม้แต่เรือที่ได้รับอนุญาตบางลำยังถูกสั่งให้หันหลังกลับกลางคัน
นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกหายไปถึง 20% ซึ่งถือเป็นการหยุดชะงักด้านอุปทานครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดจริงพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้จะมีความพยายามเจรจาลดความตึงเครียด แต่ความกังวลของนักลงทุนยังคงทำให้ราคาผันผวนอย่างหนัก
อิหร่านสร้างความตกตะลึงด้วยแนวคิดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว (ราว 70 ล้านบาท) และอาจเรียกเก็บเป็นสกุลเงินดิจิทัล เรื่องนี้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ที่ระบุว่าช่องแคบนี้เป็นเส้นทางเดินเรือสากล และการเก็บค่าผ่านทางอาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่อันตรายต่อการค้าโลกในอนาคต
ผลกระทบเริ่มกระจายวงกว้าง โดยอินเดียต้องเผชิญวิกฤตก๊าซครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษจนต้องปันส่วนก๊าซหุงต้มในครัวเรือน สำหรับสถานการณ์ในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าต่อให้การเดินเรือกลับมาเป็นปกติในวันนี้ ก็ต้องใช้เวลามากกว่า 2 สัปดาห์ในการระบายเรือที่ติดค้างอยู่จำนวนมากในอ่าวอาหรับให้หมดไป