เปิดเกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม-ป้องกันชาร์จ 'รถ EV ส่วนตัว' ในหน่วยราชการ

เปิดเกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม-ป้องกันชาร์จ 'รถ EV ส่วนตัว' ในหน่วยราชการ

ครม. มีมติรับข้อเสนอป.ป.ช. เพื่อออกมาตรการป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่วนตัวมาชาร์จไฟในที่ทำงานโดยมิชอบ กำหนดให้หน่วยงานที่อนุญาตต้องจัดทำเป็นสวัสดิการ มีการแยกมิเตอร์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน และให้ผู้ใช้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

SHORT CUT

  • ครม. อนุมัติเกณฑ์ใหม่ตามข้อเสนอ ป.ป.ช. เพื่อควบคุมการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่วนตัวในหน่วยงานราชการ ป้องกันการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน
  • หน่วยงานที่ต้องการให้บริการต้องจัดทำเป็นสวัสดิการภายใน โดยต้องแยกสถานีชาร์จและมิเตอร์ไฟฟ้าสำหรับรถส่วนตัวออกจากรถราชการอย่างชัดเจน
  • เจ้าหน้าที่ที่นำรถส่วนตัวมาชาร์จต้องรับผิดชอบค่าไฟฟ้าและค่าบริการเองทั้งหมด ในอัตราที่หน่วยงานกำหนดซึ่งต้องไม่เป็นภาระต่องบประมาณ
  • หัวหน้าส่วนราชการมีหน้าที่กำกับดูแลให้เป็นไปตามระเบียบ และต้องดำเนินการลงโทษทางวินัยอย่างเคร่งครัดหากพบการฝ่าฝืน

ครม. มีมติรับข้อเสนอป.ป.ช. เพื่อออกมาตรการป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่วนตัวมาชาร์จไฟในที่ทำงานโดยมิชอบ กำหนดให้หน่วยงานที่อนุญาตต้องจัดทำเป็นสวัสดิการ มีการแยกมิเตอร์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน และให้ผู้ใช้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) เกี่ยวกับมาตรการป้องกันการแสวงหาประโยชน์ส่วนบุคคลกรณีเจ้าพนักงานรัฐนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่วนตัวมาอัดประจุไฟฟ้าภายในสถานที่ราชการโดยมิชอบ (ชาร์จรถ EVส่วนตัว) เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตและการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม

สาระสำคัญของประเด็นนี้ สืบเนื่องจากสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับข้อมูลเบาะแสและเรื่องร้องเรียนว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากนำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวมาชาร์จไฟในที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งส่งผลให้หน่วยงานรัฐต้องแบกรับค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม

ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการนำทรัพย์สินของราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ เข้าข่ายความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 หรือ 335 และยังถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงรวมถึงการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอีกด้วย

เปิกเกณฑ์ปฏิบัติ ป้องกันทุจริต

ป.ป.ช.ได้เสนอวางเกณฑ์ปฏิบัติ 4 ข้อหลัก ป้องกันทุจริต เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ครม. จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานรัฐทุกแห่งถือปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ดังนี้

  1. ต้องจัดทำเป็นสวัสดิการภายในเท่านั้น หากหน่วยงานใดประสงค์จะให้มีการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัว ต้องมีการกำหนดระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน รองรับตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2547
  2. แยกสถานีชาร์จให้ชัดเจน หน่วยงานต้องแยกเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ราชการและรถยนต์ส่วนตัวออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยเครื่องที่จัดไว้เป็นสวัสดิการต้องแยกมิเตอร์ไฟฟ้าต่างหาก
  3. ผู้ใช้ต้องชำระค่าบริการเอง เจ้าหน้าที่ที่นำรถส่วนตัวมาอัดประจุไฟฟ้า ต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าไฟฟ้าและค่าบริการตามอัตราที่หน่วยงานกำหนด โดยอัตราดังกล่าวต้องครอบคลุมต้นทุนและไม่เป็นภาระต่องบประมาณของแผ่นดิน
  4. ความรับผิดชอบของหัวหน้าหน่วยงาน ป.ป.ช.เสนอแนะให้หัวหน้าหน่วยงานมีหน้าที่ควบคุม กำกับดูแล และประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดทราบถึงระเบียบ หากพบการฝ่าฝืนต้องดำเนินการลงโทษตามกฎหมายและระเบียบวินัยโดยเคร่งครัด

   5. กรณีที่ใช้ที่ราชพัสดุติดตั้งสถานีชาร์จต้องปฏิบัติตามระเบียบของกรมธนารักษ์ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด  สำหรับหน่วยงานที่ใช้พื้นที่ราชพัสดุในการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่กรมธนารักษ์กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของรัฐเกิดประโยชน์สูงสุดและมีความโปร่งใส

ทั้งนี้หลังจาก ครม.มีมติเห็นชอบแล้วสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ส่งหนังสือเวียนแจ้งให้หน่วยงานราชการรับทราบ และให้มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐทุกประเภท เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการใช้ทรัพยากรหลวงอย่างมีธรรมาภิบาลและป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในวงราชการไทย

ที่มา : bangkokbiznews 

related