
SHORT CUT
ครม. มีมติรับข้อเสนอป.ป.ช. เพื่อออกมาตรการป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่วนตัวมาชาร์จไฟในที่ทำงานโดยมิชอบ กำหนดให้หน่วยงานที่อนุญาตต้องจัดทำเป็นสวัสดิการ มีการแยกมิเตอร์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน และให้ผู้ใช้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) เกี่ยวกับมาตรการป้องกันการแสวงหาประโยชน์ส่วนบุคคลกรณีเจ้าพนักงานรัฐนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่วนตัวมาอัดประจุไฟฟ้าภายในสถานที่ราชการโดยมิชอบ (ชาร์จรถ EVส่วนตัว) เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตและการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม
สาระสำคัญของประเด็นนี้ สืบเนื่องจากสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับข้อมูลเบาะแสและเรื่องร้องเรียนว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากนำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวมาชาร์จไฟในที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งส่งผลให้หน่วยงานรัฐต้องแบกรับค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม
ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการนำทรัพย์สินของราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ เข้าข่ายความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 หรือ 335 และยังถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงรวมถึงการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอีกด้วย
ป.ป.ช.ได้เสนอวางเกณฑ์ปฏิบัติ 4 ข้อหลัก ป้องกันทุจริต เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ครม. จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานรัฐทุกแห่งถือปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ดังนี้
5. กรณีที่ใช้ที่ราชพัสดุติดตั้งสถานีชาร์จต้องปฏิบัติตามระเบียบของกรมธนารักษ์ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด สำหรับหน่วยงานที่ใช้พื้นที่ราชพัสดุในการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่กรมธนารักษ์กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของรัฐเกิดประโยชน์สูงสุดและมีความโปร่งใส
ทั้งนี้หลังจาก ครม.มีมติเห็นชอบแล้วสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ส่งหนังสือเวียนแจ้งให้หน่วยงานราชการรับทราบ และให้มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐทุกประเภท เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการใช้ทรัพยากรหลวงอย่างมีธรรมาภิบาลและป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในวงราชการไทย
ที่มา : bangkokbiznews