เปิดประชาพิจารณ์ ร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญปรับปรุง ปลดล็อกสิทธิ์ 'คู่สมรสเท่าเทียม-ต่างชาติ'

เปิดประชาพิจารณ์ ร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญปรับปรุง ปลดล็อกสิทธิ์ 'คู่สมรสเท่าเทียม-ต่างชาติ'

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญฉบับใหม่ สาระสำคัญคือการปลดล็อกให้คู่สมรสเท่าเทียม ที่จดทะเบียนสมรสแล้ว สามารถมีบุตรโดยใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ได้ รวมถึงอนุญาตให้คู่สมรสชาวต่างชาติสามารถทำอุ้มบุญในไทยได้

SHORT CUT

  • กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญฉบับใหม่ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม และบริบทสังคมปัจจุบัน
  • สาระสำคัญคือการปลดล็อกให้คู่สมรสเท่าเทียม (LGBTQ+) ที่จดทะเบียนสมรสแล้ว สามารถมีบุตรโดยใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ได้
  • ร่างกฎหมายใหม่จะอนุญาตให้คู่สมรสชาวต่างชาติสามารถทำอุ้มบุญในไทยได้ แต่มีเงื่อนไขว่าหญิงผู้รับตั้งครรภ์แทนต้องมีสัญชาติเดียวกับคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • มีการเพิ่มบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงขึ้นสำหรับผู้ที่จัดหาการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญฉบับใหม่ สาระสำคัญคือการปลดล็อกให้คู่สมรสเท่าเทียม ที่จดทะเบียนสมรสแล้ว สามารถมีบุตรโดยใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ได้ รวมถึงอนุญาตให้คู่สมรสชาวต่างชาติสามารถทำอุ้มบุญในไทยได้

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้ายกระดับระบบบริการสุขภาพไทยให้สอดคล้องกับบริบทสังคมและมาตรฐานสากล โดยประกาศเชิญชวนประชาชน สถานพยาบาล ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือที่รู้จักกันในนาม "ร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญ ฉบับปรับปรุง" ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย  ระหว่างวันที่ 2 – 31 กรกฎาคม 2569 นี้  

นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรม สบส. เปิดเผยว่า กฎหมายอุ้มบุญฉบับเดิมปี 2558 ใช้บังคับมาเกือบ 10 ปีแล้ว ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยและเผชิญภาวะมีบุตรยากเพิ่มขึ้น

เปลี่ยนคำนิยามจากสามี-ภริยา เป็น 'คู่สมรส'

การประกาศใช้ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม พ.ศ. 2567 ที่เปลี่ยนคำนิยามจาก "สามี-ภริยา" เป็น "คู่สมรส" สบส. จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ กับการคุ้มครองสิทธิ์และสวัสดิภาพของเด็ก ผู้รับบริการ หญิงผู้ให้กำเนิดแทน และบุคลากรทางการแพทย์ 

นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ครบวงจร จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นจากกลุ่มเป้าหมายและประชาชนทั่วไปจำนวน 260 คน พบว่า ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น

ปลดล็อกให้ 'ต่างชาติ' อุ้มบุญ แบบมีเงื่อนไข

ในร่างกฎหมายฉบับปรับปรุงใหม่นี้มีสาระสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ การสนับสนุนให้คู่สมรสเท่าเทียมมีบุตร พบว่า เห็นด้วย 92.7% โดยประชาชนเห็นชอบให้ปรับแก้กฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้คู่รัก LGBTQ+ ที่จดทะเบียนสมรสเท่าเทียมสามารถใช้เทคโนโลยีตั้งครรภ์แทนได้ เพื่อความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

รวมถึงการเปิดทางให้ต่างชาติอุ้มบุญแบบมีเงื่อนไข พบว่า

  • 80.4% ระบุว่า เห็นด้วยกับร่างกฎหมายใหม่ที่จะอนุญาตให้สามีและภริยาที่เป็นชาวต่างชาติ สามารถขออุ้มบุญในไทยได้แต่กำหนดให้หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องมีสัญชาติเดียวกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของคู่สมรสเพื่อป้องกันการแสวงประโยชน์เชิงพาณิชย์จากกลุ่มเปราะบาง 
  • 81.2%  เห็นด้วยกรณีที่จะให้ส่งออกอสุจิ-ไข่-ตัวอ่อน โดยเจ้าของเซลล์สืบพันธุ์สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการคุ้มครองเด็กฯ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการที่ย้ายถิ่นฐาน

ในร่างกฎหมายฉบับปรับปรุงใหม่นี้ 79.6% เห็นด้วยให้มีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการที่จะช่วยควบคุมระบบไม่ให้เกิดการลักลอบทำนอกระบบ เช่น กำหนดให้มีค่าอนุญาตตั้งครรภ์แทนครั้งละ 3,000 บาท และค่าหนังสือรับรองมาตรฐานสถานพยาบาลฉบับละ 5,000 บาท เป็นต้น

รวมไปถึงมีการเพิ่ม 'พนักงานเจ้าหน้าที่' ให้มีอำนาจเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เพื่อเข้าตรวจค้นและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุน เห็นด้วยกับเรื่องนี้ 93.5% ที่สำคัญยังได้กำหนดเพิ่มบทลงโทษทางอาญาขั้นรุนแรงโดยผู้ที่จัดให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ไม่ว่าจะกระทำในหรือนอกราชอาณาจักร จะต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2,000,000 บาท หรือปรับไม่เกิน 3 เท่าของผลประโยชน์ที่ได้รับ 

นอกจากนี้ยังกำหนดโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วย  กรม สบส. เชื่อมั่นว่า การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จะไม่กระทบต่อต้นทุนของรัฐ เนื่องจากใช้โครงสร้างเดิมของปี 2558 แต่จะส่งผลบวกอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมการแพทย์ และช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ให้แก่สถาบันครอบครัวไทยในยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกฎหมายประวัติศาสตร์นี้ได้ผ่านทางเว็บไซต์ www.law.go.th จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569

คลิกอ่านรายละเอียด ร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญปรับปรุงทั้งหมดที่นี่

ที่มา : thansettakij 

related