ทั่วโลก ‘ประหารชีวิตคดีอุกฉกรรจ์’ 2,707 คน/ปี อิหร่าน สูงสุด ส่วนไทยติดหลายเรื่อง?

ทั่วโลก ‘ประหารชีวิตคดีอุกฉกรรจ์’ 2,707 คน/ปี อิหร่าน สูงสุด ส่วนไทยติดหลายเรื่อง?

คดีฆ่าฝังดินที่ชลบุรีปลุกกระแสเรียกร้อง ‘โทษประหารชีวิต’ อีกครั้ง เปิดข้อมูลทั่วโลกยังมีหลายประเทศใช้บทลงโทษสูงสุด ขณะที่ไทยยังมีกฎหมายรองรับ แต่ไม่ประหารชีวิตนักโทษมานานเกือบ 8 ปี

SHORT CUT

  • คดีฆ่าฝังดินชลบุรี จุดกระแสถกเถียงว่าไทยควรกลับมาใช้ ‘โทษประหารชีวิต’ กับคดีอุกฉกรรจ์หรือไม่
  • ทั่วโลกยังใช้โทษประหาร หลายประเทศยังบังคับใช้ต่อเนื่อง โดย ‘อิหร่าน’ มีจำนวนการประหารชีวิตสูงที่สุดจากข้อมูลที่ยกมาในข่าว
  • ไทยยังมีกฎหมาย แต่แทบไม่ใช้ แม้โทษประหารยังมีผลบังคับใช้ แต่ไม่มีการประหารชีวิตนักโทษมาตั้งแต่ปี 2561 จากปัจจัยด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และแนวนโยบายของรัฐ

คดีฆ่าฝังดินที่ชลบุรีปลุกกระแสเรียกร้อง ‘โทษประหารชีวิต’ อีกครั้ง เปิดข้อมูลทั่วโลกยังมีหลายประเทศใช้บทลงโทษสูงสุด ขณะที่ไทยยังมีกฎหมายรองรับ แต่ไม่ประหารชีวิตนักโทษมานานเกือบ 8 ปี

คดีสะเทือนขวัญที่คนร้ายก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์สองพี่น้องชาวรัสเซียในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ก่อนนำศพไปฝังดินเพื่ออำพรางคดี และภายหลังถูกจับกุมพร้อมรับสารภาพว่าเคยลงมือสังหารเหยื่ออีก 3 ราย ซึ่งเป็นคนในครอบครัวเดียวกันและนำศพไปฝังในพื้นที่ใกล้เคียง กลายเป็นคดีที่สร้างความสะเทือนใจและจุดกระแสเรียกร้องในสังคมอีกครั้งว่า ผู้ก่อเหตุในคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้ควรถูกลงโทษด้วย ‘โทษประหารชีวิต’ หรือไม่

แม้ประเทศไทยยังคงบัญญัติโทษประหารชีวิตไว้ในกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการประหารชีวิตนักโทษมาตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2561 หรือเกือบ 8 ปีแล้ว ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกยังคงใช้บทลงโทษสูงสุดอย่างต่อเนื่อง และบางประเทศมีจำนวนการประหารเพิ่มขึ้นอย่างมาก

รายงานล่าสุดของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ในปี 2568 มีการประหารชีวิตทั่วโลกอย่างน้อย 2,707 คน ใน 17 ประเทศ เพิ่มขึ้นถึง 78% จากปีก่อน และเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 44 ปี

ประเทศที่มีการประหารชีวิตมากที่สุด ได้แก่ อิหร่าน อย่างน้อย 2,159 คน ตามด้วย ซาอุดีอาระเบีย อย่างน้อย 356 คน และ สิงคโปร์ 17 คน ส่วน จีน เชื่อว่ามีจำนวนผู้ถูกประหารสูงที่สุดของโลก แต่ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ เนื่องจากถือเป็นความลับของรัฐ

หลายประเทศยังคงใช้โทษประหารกับคดีอุกฉกรรจ์ เช่น ฆาตกรรม การก่อการร้าย ความผิดด้านความมั่นคงของรัฐ และในบางประเทศยังรวมถึงคดียาเสพติด

สำหรับประเทศไทย แม้โทษประหารชีวิตยังมีผลบังคับใช้ตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายเฉพาะหลายฉบับ ครอบคลุมความผิดร้ายแรง เช่น การปลงพระชนม์ การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาในกรณีร้ายแรง ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดปริมาณมาก และการก่อการร้าย แต่ในทางปฏิบัติ ศาลมักพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตแทน และการลงโทษต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบตามหลักสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม

เหตุใดไทยจึงแทบไม่มีการประหารชีวิต แม้กฎหมายยังคงมีอยู่

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะ ‘ยังมีโทษประหาร แต่แทบไม่ได้ใช้’ ประกอบด้วยหลายเหตุผล

ประการแรก คือ แรงกดดันจากประชาคมโลก ปัจจุบันมีมากกว่า 112 ประเทศ ที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยสิ้นเชิง ขณะที่องค์การสหประชาชาติและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนมากเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ระงับการใช้โทษดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถลดอาชญากรรมได้ และหากเกิดความผิดพลาดในการตัดสินคดี จะไม่สามารถแก้ไขได้อีก

ประการที่สอง คือ หลักกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ศาลไทยต้องพิจารณาคดีภายใต้หลักความจำเป็นอย่างยิ่ง เปิดโอกาสให้จำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ รวมถึงกำหนดชัดเจนว่าผู้กระทำผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่สามารถรับโทษประหารชีวิตได้

ประการที่สาม คือ ค่านิยมของสังคมไทย แม้ผลสำรวจหลายครั้งพบว่าประชาชนจำนวนมากยังเห็นด้วยกับการคงโทษประหารไว้สำหรับคดีร้ายแรง แต่สังคมไทยก็ให้ความสำคัญกับคุณค่าของชีวิต หลักเมตตาตามพุทธศาสนา และมีข้อกังวลต่อความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรม หากเกิดการตัดสินผิดพลาด ผลลัพธ์ย่อมไม่อาจย้อนคืนได้

อีกปัจจัยสำคัญคือ แนวนโยบายของภาครัฐ แม้ยังไม่มีการแก้กฎหมายยกเลิกโทษประหาร แต่รัฐบาลหลายสมัยที่ผ่านมาไม่ได้ผลักดันให้มีการบังคับใช้ จึงทำให้ประเทศไทยอยู่ในลักษณะของการ 'ระงับการประหารโดยพฤตินัย' แม้ตัวบทกฎหมายยังคงมีผลบังคับ

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน มองว่า ความแตกต่างระหว่างประเทศที่ยังใช้โทษประหารอย่างเข้มข้นกับประเทศไทย ไม่ได้เกิดจากระดับความรุนแรงของอาชญากรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากแนวทางการบริหารกระบวนการยุติธรรม ค่านิยมของสังคม และพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องหลังคดีฆ่าฝังดินที่ชลบุรี คำถามว่า 'ประเทศไทยควรกลับมาใช้โทษประหารชีวิตหรือไม่' จึงยังเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ควบคู่กับความคาดหวังของสังคมต่อการลงโทษผู้ก่อเหตุในคดีอุกฉกรรจ์อย่างเหมาะสม

related