
SHORT CUT
คนทั่วไปมีปืนได้หรือไม่? เปิดขั้นตอนขอ ป.3–ป.4 ข้อจำกัดการพกปืน และปัญหา 'ปืนเถื่อน' ที่กฎหมายไทยยังแก้ไม่ตก
อาวุธปืนเป็นอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงสูงและสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ ด้วยเหตุนี้ การซื้อ การมีไว้ในครอบครอง รวมถึงการพกพาอาวุธปืนในประเทศไทย จึงอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยคือ 'คนทั่วไปสามารถมีปืนได้หรือไม่?'
คำตอบคือ ประชาชนทั่วไปสามารถขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนสามารถซื้อหรือครอบครองปืนได้ทันที ผู้ขอจะต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมาย มีเหตุผลความจำเป็น และผ่านการพิจารณาจากนายทะเบียนก่อน
ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 การซื้อและมีอาวุธปืนไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย
สำหรับประชาชนที่ต้องการซื้ออาวุธปืนโดยถูกต้อง โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับ 'ใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน' หรือแบบ ป.3 ก่อน เมื่อซื้ออาวุธปืนตามที่ได้รับอนุญาตแล้ว จึงดำเนินการขอ 'ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน' หรือแบบ ป.4 ตามขั้นตอนที่กำหนด
ดังนั้น การมีปืนอย่างถูกกฎหมายจึงไม่ใช่เพียงการซื้อจากแหล่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ทั้งตัวผู้ครอบครองและอาวุธปืนจะต้องผ่านกระบวนการอนุญาตตามกฎหมายด้วย
ในการพิจารณาคำขอ เจ้าหน้าที่ไม่ได้พิจารณาเพียงว่าผู้ขอมีคุณสมบัติครบหรือไม่ แต่ยังพิจารณาถึง 'เหตุผลและความจำเป็นในการมีอาวุธปืน' เป็นรายกรณี
กฎหมายและแนวทางของกรมการปกครองกล่าวถึงวัตถุประสงค์ เช่น การมีไว้เพื่อป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน การกีฬา และกรณีเกี่ยวกับการยิงสัตว์ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ แม้ผู้ขอจะไม่มีลักษณะต้องห้าม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุญาตโดยอัตโนมัติ เพราะนายทะเบียนยังมีอำนาจพิจารณาความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละราย
ผู้ที่ต้องการขออนุญาตจะถูกตรวจสอบทั้งประวัติส่วนตัว ความประพฤติ อาชีพ รายได้ ที่อยู่อาศัย และเหตุผลในการขอ โดยหลักสำคัญที่ควรรู้ ได้แก่
ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่มักเกิดความเข้าใจผิด เพราะ 'การมีและใช้อาวุธปืน' กับ 'การพกพาอาวุธปืนติดตัว' ไม่ใช่สิทธิอย่างเดียวกัน
ใบอนุญาตแบบ ป.4 เป็นใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน แต่การนำปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ อยู่ภายใต้ข้อจำกัดอีกส่วนหนึ่งของกฎหมาย
กรมการปกครองระบุถึง 'ใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว' หรือแบบ ป.12 ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแยกต่างหาก และสำหรับประชาชนทั่วไป การอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวจะพิจารณาในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ มาตรา 8 ทวิ กำหนดหลักเกี่ยวกับการห้ามนำอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาต เว้นแต่จะเข้ากรณีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์
จึงไม่ควรเข้าใจว่า เมื่อมีปืนจดทะเบียนและมีใบ ป.4 แล้ว จะสามารถพกปืนไปในสถานที่สาธารณะได้ตามต้องการ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เพิ่มความเข้มงวดเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ โดยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามใน 'คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย ที่ 429/2569 เรื่อง ห้ามการออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว (แบบ ป.12) เป็นการชั่วคราว'
มาตรการดังกล่าวมีผลเป็นเวลา 1 ปี โดยกรมการปกครองได้แจ้งหน่วยงานในพื้นที่ให้ระงับการออกใบอนุญาต ป.12 ตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว
เหตุผลสำคัญที่ระบุในคำสั่งมาจากปัญหาการนำอาวุธปืนติดตัวไปในสถานที่สาธารณะและการใช้อาวุธปืนก่อเหตุร้าย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน รวมถึงสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน
หากฝ่าฝืนพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มีโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ผู้ครอบครองอาวุธปืนควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการจัดเก็บและการควบคุมอาวุธอย่างจริงจัง
ไม่ควรวางปืนไว้ในจุดที่เด็กหรือบุคคลอื่นสามารถเข้าถึงได้ง่าย และควรใช้อุปกรณ์จัดเก็บที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ การสูญหาย หรือการถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
สำหรับเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่มีเหตุจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายอาวุธตามกฎหมาย การเลือกใช้อุปกรณ์จัดเก็บ เช่น ซองปืนหรือกระเป๋าสำหรับเก็บอาวุธที่มีระบบยึดและป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ตั้งใจ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการใช้อาวุธอย่างมีความรับผิดชอบ
อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะดูเข้มงวด แต่ในทางปฏิบัติยังถือว่าล้มเหลว ภาพข่าวการใช้อาวุธปืนยิงกันจนมีผู้เสียชีวิตยังปรากฏในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง แทบทุกสัปดาห์ต้องมีข่าวลักษณะนี้ให้เห็น ตั้งแต่ความขัดแย้งส่วนตัว การทะเลาะวิวาท ไปจนถึงเหตุยิงในสถานศึกษา
ช่องโหว่ที่น่ากังวลที่สุดคือ 'ปืนเถื่อน' หรืออาวุธปืนที่อยู่นอกระบบทะเบียน เพราะผู้ที่ต้องการปืนประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบแบบผู้ขอใบอนุญาตตามกฎหมาย ตัวเลขจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติยิ่งสะท้อนขนาดของปัญหาอย่างชัดเจน เพียงการกวาดล้างทั่วประเทศช่วงวันที่ 25-31 มกราคม 2569 ตำรวจยึดปืนได้ 1,420 กระบอก ในจำนวนนี้เป็นปืนมีทะเบียนเพียง 175 กระบอก แต่เป็น 'ปืนไม่มีทะเบียนถึง 1,245 กระบอก'
ขณะที่ Small Arms Survey เคยประเมินจากข้อมูลปี 2017 ว่าไทยมีปืนพลเรือนถูกกฎหมายอย่างน้อย 6.1 ล้านกระบอก และปืนไม่มีทะเบียนอีกราว 4.1 ล้านกระบอก แม้ตัวเลขหลังจะเป็นประมาณการเก่า แต่ก็สะท้อนว่าตลาดปืนนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่และเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน ปัญหาอาชญากรรมจากอาวุธปืนก็ยากที่จะลดลงอย่างแท้จริง
.