
SHORT CUT
ถอดรหัสกับเหตุการณ์ประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นในไทย ในช่วงเวลานี้ และรู้เท่าทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จากเหตุอุกอาจอดีตสส.นนทบุรี บุกยิงนายก อบจ.นนทบุรี เราทุกควร ตั้งคำถาม ถึง การรับรู้ข่าวสารและความจริงในสังคม
'ความโกรธไม่ใช่ใบอนุญาตใช้ความรุนแรง'!...ถอดรหัสกับเหตุการณ์ประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นในไทย ในช่วงเวลานี้ และรู้เท่าทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงเวลานี้ จากเหตุอุกอาจอดีตสส.นนทบุรีบุกยิงนายกอบจ. (รวมถึงเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรีด้วย) เราทุกคควร ตั้งคำถาม ถึง การรับรู้ข่าวสารและความจริงในสังคม
บทเส้นเวลาที่เกิดเหตุการณ์ระอุร้อนในแต่ละวันในไทย , ตอนนี้ สังคมเรากำลังเผชิญกับการตั้งประเด็นคำถามสำคัญที่ว่า "ความโกรธไม่ใช่ใบอนุญาตใช้ความรุนแรง" จริงหรือ ?
คำถามนี้ดังขึ้นอีกครั้งจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เมื่อ ฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ก่อเหตุอุกอาจบุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี จนเสียชีวิตถึงในที่ทำงาน ท่ามกลางปมความขัดแย้งเรื่องหนี้สินในอดีต (จากคำกล่าวของผู้ต้องหาอย่าง ฉลอง เรี่ยวแรง ที่พูดเอาไว้ )
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คดีอาชญากรรมที่ขึ้นฟีด โชว์บนหน้าจอมือถือของทุกคน แต่มันคือ 'กรณีตัวอย่าง' ที่ได้ซ่อนเงื่อน ซ่อนประเด็นให้ ขบคิดต่อไว้มากมาย โดยสิ่งสำคัญที่เราควรโฟกัสจากเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล แต่คือบทเรียนที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับ 'ทุกๆ สถานการณ์' ในชีวิต และทุกๆ ข่าวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ในอนาคต
กรณีการทวงถามเงิน 11 ล้านบาทที่ ฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี กล่าวอ้าง ว่าเคยช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ปี 2551 นั้น สะท้อนว่า "เรื่องธุรกรรมทางการเงินบนความเชื่อใจ ไม่มีจริง" ไม่ว่าความสัมพันธ์จะสนิทสนมเพียงใด ในวันที่ชีวิตของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพลิกผัน ความไว้ใจหรือคำสัญญาปากเปล่าจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่าทางกฎหมาย เพราะมันไม่มีหลักฐานใดๆ และไม่มีผลทางกฎหมาย
ดังนั้น การทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรคือวิธีปกป้องทั้งทรัพย์สินและมิตรภาพที่ดีที่สุด กับทุกคน
อารมณ์โกรธ อารมณ์แค้น ไม่เคยเป็นข้ออ้างที่ชอบธรรมในการพรากชีวิตใคร ให้หายไปจากโลกนี้
และในขณะเดียวกัน ภาพแรกที่เราเห็นบนสื่อนั้น ก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการด่วนตัดสินใจ ภาพของนายฉลองที่นั่งสูบบุหรี่บนสถานีตำรวจโดยไร้กุญแจมือ ทำให้สังคมสร้างวาทกรรม ไปแล้วว่าเป็น 'อภิสิทธิ์ชน' นี่คือภาพลักษณ์ของ คนมี 'บารมี' ที่ไม่ต้องหวั่นเกรง สถานที่ราชการ
แม้กล้องวงจรปิดจะบันทึกภาพรวมและวินาทีลั่นไกได้อย่างชัดเจน แต่มันไม่อาจบันทึก 'บทสนทนา' หรือพฤติการณ์เชิงลึกที่เกิดขึ้นภายในห้องทำงานก่อนหน้านั้นได้ เพราะเหรียญมีสองด้านเสมอ
หลักฐานเพียงชิ้นเดียวไม่อาจฟันธงความจริงได้ครบทุกมิติ ต้องรอการพิสูจน์พยานหลักฐานจากหลายมุมประกอบกันก่อนที่จะตัดสินใคร
การที่ผู้ก่อเหตุรีบต่อสายตรงเข้ารายการข่าว อาจจะเพื่อระบายความอัดอั้นและชี้แจงมุมมองของตนเป็นกลุ่มแรก หรืออาจจะชิงพื้นที่สื่อ
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้หมายความว่าคำพูดนั้นคือข้อเท็จจริงอันเป็นที่สิ้นสุด ความเร็วในการสื่อสารไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความถูกต้อง
เพราะข้อมูลทั้งหมดเป็นเพียงคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียวที่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม การเสพข่าวดราม่าในปัจจุบันจึงต้องมีสติและไม่ถูกชักจูงเพียงเพราะใครได้พื้นที่สื่อก่อน
ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากคดีนี้คือตัวกระจกสะท้อนการทำงานของสื่อมวลชนและคนในสังคม การนำเสนอข่าวสารจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวัง รอบคอบ และเข้าสู่ความ 'เป็นกลาง' ให้มากที่สุด
ยิ่งในยุคดิจิทัลที่ "ใครๆ ก็มีมือถือในมือ" และพร้อมจะ 'สื่อข่าว' ได้ทุกเมื่อ
สติและการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน คือเกราะป้องกันเดียวที่จะช่วยรักษาสมดุลของความจริงเอาไว้ได้