'พาต่างด้าวเข้าบ้าน' เจาะกลโกงสวมทะเบียน ปูทางบัตรชมพูหมายเลข 7

'พาต่างด้าวเข้าบ้าน' เจาะกลโกงสวมทะเบียน ปูทางบัตรชมพูหมายเลข 7

ภัยความมั่นคงของชาติ ปฏิบัติการ ‘กวาดบ้านกลางกรุง’ ทลายขบวนการสวมทะเบียน แฟลตดินแดง ปูทางออกบัตรชมพูหมายเลข 7 ผิดกฎหมาย

SHORT CUT

  • พบขบวนการสวมทะเบียนบ้านให้เด็กต่างด้าว เจ้าหน้าที่ตรวจแฟลตดินแดงและพบเด็กต่างด้าวอายุ 5–15 ปี มีชื่อในทะเบียนบ้านอย่างน้อย 1,366 คน ทั้งที่หลายคนไม่ได้พักอาศัยจริง บางห้องมีรายชื่อชาวต่างด้าวมากถึง 64 คน และมีผู้ถูกจับกุม 7 ราย ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าบ้าน คนกลาง และนายหน้า
  • เป้าหมายคือทำให้เด็กมีข้อมูลในระบบ เพื่อปูทางสู่ 'บัตรชมพูเลข 7'  บัตรดังกล่าวเป็นบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ไม่ใช่การได้สัญชาติไทยทันที แต่สามารถใช้ยืนยันตัวตนและเชื่อมโยงกับสิทธิบางด้าน เช่น การศึกษา การทำงานตามกฎหมาย และสิทธิอื่นตามสถานะ
  • ตำรวจเตรียมขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการและเส้นทางเงิน  จะตรวจย้อนหลังว่าใครเป็นผู้ยื่นคำขอ รับรองเอกสาร ตรวจสอบ หรืออนุมัติข้อมูล รวมถึงเงินที่นายหน้าเรียกเก็บ เพื่อดูว่าขบวนการเชื่อมโยงกันตั้งแต่นายหน้า เจ้าบ้าน ไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่

ภัยความมั่นคงของชาติ ปฏิบัติการ ‘กวาดบ้านกลางกรุง’ ทลายขบวนการสวมทะเบียน แฟลตดินแดง ปูทางออกบัตรชมพูหมายเลข 7 ผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 100 นาย ร่วมกับกรมการปกครอง กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการ ‘กวาดบ้านกลางกรุง’ เข้าตรวจค้นแฟลตดินแดง 7 จุด หลังพบความผิดปกติว่า มีการนำชื่อบุคคลต่างด้าวจำนวนมากเข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้าน ทั้งที่ไม่ได้พักอาศัยอยู่จริง

จากการตรวจสอบแฟลตดินแดงทั้งหมด 5,726 ห้อง พบเด็กต่างด้าวอายุ 5–15 ปี มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 1,366 คน และพบห้องพักต้องสงสัย 44 ห้อง ที่มีเด็กต่างด้าวถูกย้ายชื่อเข้ามาจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมหลักฐานและจับกุมผู้เกี่ยวข้องตามหมายจับได้ทั้งหมด 7 ราย มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าบ้าน คนกลาง และนายหน้า โดยคดีนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่การนำข้อมูลทางทะเบียนไปเชื่อมต่อกับการออก ‘บัตรชมพูหมายเลข 7’ ให้ชาวต่างด้าวโดยมิชอบ

'พาต่างด้าวเข้าบ้าน' เจาะกลโกงสวมทะเบียน ปูทางบัตรชมพูหมายเลข 7

บัตรชมพูหมายเลข 7 คืออะไร และสำคัญอย่างไร

บัตรชมพู เป็นชื่อที่คนทั่วไปใช้เรียก ‘บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย’ ออกโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สำหรับบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีข้อมูลอยู่ในระบบทะเบียนของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนต่อหน่วยงานราชการ บนบัตรมีข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อ–นามสกุล วันเดือนปีเกิด รูปถ่าย และ เลขประจำตัว 13 หลัก ลักษณะคล้ายบัตรประชาชนของคนไทย แต่ต้องเข้าใจว่า การมีบัตรชมพู ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นได้รับสัญชาติไทย และบัตรดังกล่าวก็ไม่ได้มีสถานะเท่ากับหนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชนไทย

ในทางปฏิบัติ บัตรนี้สามารถนำไปใช้ยืนยันตัวตน ติดต่อหน่วยงานราชการ และประกอบการทำธุรกรรมบางประเภทได้ จึงทำให้ ‘การมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียน’ มีความสำคัญ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่เชื่อมบุคคลหนึ่งเข้าสู่ฐานข้อมูลของรัฐ

ผู้ถือบัตรชมพูที่มีเลขประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 7 หมายถึงบุคคลที่มีเลข 7 เป็นหลักแรกของเลขประจำตัว 13 หลัก ซึ่งตามระเบียบงานทะเบียนราษฎร ใช้สำหรับบุตรของบุคคลประเภทที่ 6 เช่น กลุ่มชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ ที่เกิดในประเทศไทย

ผู้ที่ถือบัตรนี้ สามารถได้รับการศึกษาในไทย และทำงานได้เมื่อได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และหากเป็นลูกจ้างที่เข้าเงื่อนไข ก็สามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมและได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ สามารถอยู่และเดินทางภายในประเทศไทยได้ตามเงื่อนไขของสถานะที่ได้รับ และอาจนำไปสู่การขอสัญชาติไทยได้ในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม บัตรชมพู หรือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ไม่ใช่บัตรที่ชาวต่างด้าวทุกคนสามารถไปขอทำได้ทันที ผู้ขอต้องอยู่ในกลุ่มที่กฎหมายหรือมติของรัฐบาลกำหนด เช่น แรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่และทำงานในประเทศไทย บุคคลไม่มีสัญชาติไทย หรือบุคคลที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน โดยทั่วไปต้องมีเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น หนังสือเดินทาง เอกสารจากประเทศต้นทาง สูติบัตร เอกสารของบิดามารดา หลักฐานที่อยู่อาศัย หรือเอกสารอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย ก่อนยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนจัดทำทะเบียนประวัติ กำหนดเลขประจำตัว 13 หลัก และออกบัตรตามประเภทที่บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับ 

เจาะกลโกง ต่างด้าวสวมทะเบียนบ้านไทย คว้าบัตรชมพู

ถ้าอธิบายขบวนการที่ถูกตรวจพบในแฟลตดินแดงแบบง่ายๆ เป้าหมายอยู่ที่ ‘การทำให้เด็กต่างด้าวมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียน’ นายหน้าจะติดต่อกับชาวต่างด้าวหรือครอบครัวที่ต้องการให้เด็กมีสถานะทางทะเบียนในประเทศไทย โดยข่าวระบุว่าการหาลูกค้ามีลักษณะบอกต่อกัน และมีการเรียกเก็บเงินเป็นรายคน นายหน้ารายหนึ่งอ้างว่าเก็บค่าฝากชื่อในทะเบียนบ้าน 500 บาท และค่าดำเนินการทำบัตรอีก 300 บาท รวม 800 บาทต่อคน

ขั้นต่อมาคือการหา ‘ทะเบียนบ้านปลายทาง’ โดยใช้เจ้าบ้านหรือเอกสารของเจ้าบ้านเป็นที่อยู่สำหรับนำชื่อเด็กต่างด้าวเข้าไปอยู่ในทะเบียน แม้ตัวเด็กไม่ได้พักอาศัยอยู่จริง ความผิดปกติจึงเห็นได้จากห้องพักบางแห่งที่มีชื่อคนอยู่จำนวนมากเกินสภาพความเป็นจริง เช่น ห้องหนึ่งตรวจพบรายชื่อชาวต่างด้าวถึง 64 คน ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นไม่ได้พักอาศัยอยู่ในห้องดังกล่าว

เมื่อชื่อเด็กถูกนำเข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว เด็กก็จะมีข้อมูล ‘อยู่ในระบบ’ ของรัฐ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมสำคัญไปสู่กระบวนการตรวจสอบสถานะและจัดทำบัตรในขั้นถัดไป นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสวมชื่อในทะเบียนบ้านจึงไม่ใช่เพียงการแจ้งที่อยู่เท็จ แต่สามารถกลายเป็นต้นทางของการได้มาซึ่งสิทธิทางทะเบียนอื่นๆ ได้ ซึ่งจากการตรวจสอบที่แฟลตดินแดง พบเด็กในข่ายต้องสงสัยว่าถูกเตรียมไว้เพื่อสวมสิทธิถึง 1,366 คน 

หลังจากนี้ สิ่งที่ตำรวจต้องตามต่อคือ ย้อนเส้นทางจากปลายทางกลับไปหาต้นทาง ตรวจว่าใครเป็นผู้ยื่นคำขอ ใครเป็นผู้รับรอง ใช้เอกสารอะไร เจ้าหน้าที่คนใดเป็นผู้ตรวจสอบหรืออนุมัติ รวมถึงติดตามว่าเงินที่เรียกเก็บจากแต่ละรายถูกส่งต่อไปถึงใครบ้าง เพราะคำตอบเหล่านี้จะช่วยให้เห็นว่า ขบวนการดังกล่าวเป็นเพียงการรับจ้างใส่ชื่อในทะเบียนบ้าน หรือมีเครือข่ายที่เชื่อมโยงตั้งแต่นายหน้า เจ้าบ้าน ไปจนถึงบุคคลที่สามารถทำให้ข้อมูลผิดปกติผ่านเข้าสู่ระบบราชการได้

related