
เจาะลึกนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมต่างชาติ 450 บาท เที่ยวไทย - คาดสร้างรายได้หมื่นล้าน และทำไมต้องพ่วงประกันเพื่อยกระดับประเทศ
หากพูดถึงนโยบายที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุดในภาคการท่องเที่ยวเวลานี้ หลายคนคงนึกถึงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
แต่สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ สิ่งที่ประเทศไทยจะเก็บนั้น ไม่ใช่ 'ค่าเหยียบแผ่นดิน' เพียงอย่างเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างระบบบริหารจัดการการท่องเที่ยวใหม่ที่มีมาตรฐาน ผ่านการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 450 บาทต่อคน ซึ่งครอบคลุมการคุ้มครองประกันภัย และสามารถใช้เข้า-ออกประเทศได้หลายครั้งในระยะเวลา 30 วันนั่นเอง
โดย ค่าธรรมเนียม ตรงนี้ จะนำไปพัฒนาการท่องเที่ยว อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเป็นกองทุนดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของนักท่องเที่ยว
ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ นโยบายที่คนทั่วไปเรียกกันง่ายๆว่า 'ค่าเหยียบแผ่นดิน' ได้ก่อให้เกิดกระแสดราม่าและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง
สาเหตุหลักมาจากความกังวลใน 2 ประเด็น
• ประการแรกคือความกังวลด้านความอ่อนไหวทางราคา โดยหวั่นเกรงว่าการบังคับให้จ่ายเงินเพิ่ม อาจทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและเสียนักท่องเที่ยวบางกลุ่มไป
• ประการที่สองคือความกังวลเรื่องขั้นตอนการจัดเก็บที่อาจสร้างคอขวดสะสมและความล่าช้าบริเวณหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เตรียมทางเลือกการจัดเก็บที่ยืดหยุ่นไว้แล้วเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรค เช่น การชำระรวมในตั๋วเครื่องบิน ผ่านเว็บไซต์ โมบายแอปพลิเคชัน หรือตู้คีออส (Kiosks)
การจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาตินี้ คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับแผ่นดินประเภทนอกงบประมาณสูงถึงเกือบหมื่นล้านบาทต่อปี ถือเป็นครั้งแรกที่ภาคการท่องเที่ยวจะมีกองทุนขนาดใหญ่เพื่อนำมาหมุนเวียนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
มีการเสนอให้บริหารจัดการเงินกองทุนด้วยความโปร่งใสระดับสูง
โดยดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมทำงานและเปิดกล้องวงจรปิดถ่ายทอดการประชุม เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้เป็นค่าประกันคุ้มครองนักท่องเที่ยว พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และสนับสนุนการวิจัย
นอกจากค่าธรรมเนียมแรกเข้า นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้เสนอให้มีการจัดทำประกันภัยแก่นักท่องเที่ยวแบ่งเป็น 3 ชั้น เพื่อความรัดกุม
คุ้มครองพื้นฐานคนเข้าเมือง: เงินส่วนหนึ่งจากค่าธรรมเนียม 450 บาท จะถูกนำไปซื้อประกันภัยคุ้มครองอุบัติเหตุและการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน เพื่อลดภาระภาษีประชาชนไทยที่ต้องแบกรับค่ารักษาชาวต่างชาติในโรงพยาบาลรัฐ
คุ้มครองกิจกรรมเสี่ยงภัยสูง: หากต่างชาติทำกิจกรรมท้าทาย เช่น ดำน้ำลึก ปีนหน้าผา จะต้องซื้อประกันเพิ่มหน้าแหล่งท่องเที่ยวผ่าน QR Code แยกต่างหาก
คุ้มครองความรับผิดชอบจากยานพาหนะ: กำหนดให้ผู้เดินทางต้องซื้อประกันเพิ่มเติมเมื่อเช่าขับขี่ยานพาหนะเอง ทั้งรถยนต์ จักรยานยนต์ หรือเจ็ตสกี เพื่อให้สามารถรับผิดชอบกรณีก่อความเสียหายแก่ผู้อื่นได้
ร่างประกาศนี้เปิดทำประชาพิจารณ์ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม ถึง 28 กันยายน 2569 หากผ่านความเห็นชอบ คาดว่าจะเริ่มจัดเก็บจริงในไตรมาสแรกของปี 2570
โดยเริ่มจากทางอากาศก่อน ส่วนทางบกและทางน้ำจะตามมาในอีก 1 ปีให้หลังเพื่อลดความแออัด รวมถึงมีข้อยกเว้นไม่จัดเก็บกับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต ผู้มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง และเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
สำหรับประเทศไทย นโยบายนี้คือเครื่องมือสำคัญในการมุ่งสู่ 'การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ' อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินที่มีจำกัดเพียงอย่างเดียว
แนวทางนี้จะเปลี่ยนผู้ดูแลกิจกรรมในท้องถิ่นให้กลายเป็นนายหน้าประกันที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้รัฐจัดเก็บฐานข้อมูลแรงงานได้แม่นยำขึ้น
นอกจากนี้ การดึงลูกค้าของบริษัทประกันต่างประเทศเข้ามารับบริการรักษาพยาบาลในไทย ยังช่วยต่อยอดกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อีกด้วย
ส่วนฝั่งนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะได้รับความอุ่นใจและคุ้มครองตลอดระยะเวลาที่อยู่ในไทย นับเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในระยะยาว
ที่มา : thansettakij thansettakij thansettakij
ข่าวที่เกี่ยวข้อง