
SHORT CUT
CP ลุยขอจบสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน นายกฯ ชี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เสี่ยงถูกขึ้นบัญชีดำ แถมอาจต้องรับผิดชอบส่วนต่าง หากรัฐเปิดประมูลใหม่ ต้องจับตากันต่อไปว่าจะไป ในทางไหน
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ถูกวางให้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพราะไม่ได้เป็นเพียงโครงการรถไฟ แต่ถูกคาดหวังให้เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมกรุงเทพฯ เข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก พร้อมยกระดับอู่ตะเภาสู่ศูนย์กลางการบิน และเชื่อมการเดินทางระหว่างสนามบินทั้ง 3 แห่งแบบไร้รอยต่อ
โครงการนี้เป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน หรือ PPP โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2561 ก่อน รฟท. ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 มีระยะเวลาร่วมลงทุน 50 ปี แบ่งเป็นก่อสร้าง 5 ปี และเดินรถพร้อมบำรุงรักษา 45 ปี
แต่วันนี้ โครงการที่เคยถูกวางให้เป็นจิ๊กซอว์สำคัญของ EEC กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ หลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ในเครือซี.พี. ส่งหนังสือมายังการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน พร้อมยืนยันขอยุติการบริหารและเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ หรือ ARL ซึ่งสัญญาการเดินรถจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569
ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ได้จบแค่คำถามว่า CP จะเดินหน้าต่อหรือถอนตัว แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของภาครัฐว่า หากสัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุดลง จะจัดการทั้งโครงการไฮสปีดและการเดินรถ ARL อย่างไร โดยเฉพาะไม่ให้ประชาชนต้องรับผลกระทบจากรอยต่อของสัญญา
นายกฯ ชี้ยกเลิกสัญญารัฐ ไม่ใช่เรื่องง่าย
ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดทั้งหมด และเตรียมเชิญนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เข้าหารือในสัปดาห์หน้า เพราะเรื่องนี้มีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทั้งกฎ ระเบียบ มติคณะกรรมการอีอีซี ตลอดจนกฎหมายที่ต้องดำเนินการต่อ
เมื่อถามถึงการยุติการเดินรถ ARL ในวันที่ 30 กันยายน นายอนุทินระบุว่า เรื่องดังกล่าวต้องพูดคุยกัน เพราะการทำสัญญากับภาครัฐไม่ใช่สิ่งที่จะยกเลิกกันได้ง่ายๆ
นายกรัฐมนตรีมองว่า การยกเลิกสัญญากับภาครัฐมีผลตามมาหลายด้าน โดยเฉพาะหากเอกชนเป็นฝ่ายยุติสัญญา อาจมีประเด็นเรื่องการถูกขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงาน หรือที่เรียกกันว่าแบล็กลิสต์ รวมถึงภาระความรับผิดชอบที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
หนึ่งในประเด็นที่นายอนุทินยกขึ้นมา คือ หากสัญญาเดิมถูกยกเลิก แล้วรัฐต้องนำโครงการกลับไปเปิดประมูลใหม่ แต่ได้ราคาสูงกว่าสัญญาเดิม ผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไขและระเบียบที่เกี่ยวข้องอาจต้องรับผิดชอบส่วนต่างดังกล่าวด้วย
จึงไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกแล้วจบลงทันที
นายอนุทิน ยังย้ำว่า คู่สัญญาหลักในเรื่องนี้คือ รฟท. ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงคมนาคม และต้องดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง ขณะที่ในระดับนโยบายก็ยังมีเรื่องที่ต้องหารือกับคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ. ต่อไป
CP ยืนยันขอจบสัญญา แต่รัฐยังไม่ตอบรับ
ก่อนหน้านี้ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ได้ส่งหนังสือถึง รฟท. เพื่อยืนยันการใช้สิทธิขอสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุนตามเงื่อนไขในสัญญา โดยเหตุผลสำคัญที่ถูกระบุคือ บริษัทไม่สามารถได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน หรือ NTP และกระทบต่อการเดินหน้าโครงการในมุมมองของเอกชน
ก่อนหน้านี้ภาครัฐพยายามหาทางออกและขอให้เอกชนพิจารณาเพิกถอนหนังสือขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญา เพื่อกลับมาเจรจากัน แต่ล่าสุด CP ยังคงยืนยันสิทธิเดิมเป็นครั้งที่ 2 ว่าต้องการใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน
อย่างไรก็ตาม รฟท. ยังไม่ได้ตอบรับการสิ้นสุดสัญญาดังกล่าว
นั่นหมายความว่า ขณะนี้สถานะของโครงการยังอยู่ในช่วงการเจรจา ไม่ใช่การยุติสัญญาที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว
ARL ต้องหาทางเดินต่อ ก่อนถึงเส้นตาย 30 ก.ย.
อีกด้านหนึ่ง เรื่องที่กระทบประชาชนโดยตรงกว่าคือ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เพราะหากไม่มีการจัดการล่วงหน้า ผู้โดยสารอาจต้องเผชิญกับปัญหาการให้บริการหลังวันที่ 30 กันยายน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 รฟท. เปิดการหารือร่วมกับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อหาแนวทางให้ ARL เดินรถได้อย่างต่อเนื่อง หลัง CP ยืนยันว่าจะใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญาและยุติการเดินรถตามกำหนด
แนวทางหลักที่ รฟท. เสนอคือ ขอความร่วมมือจาก CP ให้ช่วยเดินรถต่อเป็นการชั่วคราว เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศในการให้บริการประชาชน
โดย รฟท. ขอให้ CP จัดทำข้อเสนออย่างเป็นทางการ ระบุทั้งระยะเวลาที่สามารถเดินรถต่อ ค่าใช้จ่าย และค่าบริหารจัดการต่างๆ ก่อนส่งกลับมาให้ รฟท. พิจารณาภายในวันที่ 4 กันยายน 2569
ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมก็เตรียมทางเลือกสำรอง หากไม่สามารถตกลงกับ CP ได้ โดยมีบริษัทลูกของ รฟท. ที่สามารถเข้ามารับช่วงเดินรถต่อได้ เพื่อไม่ให้บริการ ARL ต้องหยุดชะงัก
ไฮสปีด 3 สนามบิน ยังไม่จบง่าย หากคุยไม่ลง อาจถึงศาล
ส่วนประเด็นใหญ่กว่าคือ ตัวสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งยังไม่มีข้อยุติ
ตามเงื่อนไขสัญญา หากเกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน ทั้งสองฝ่ายต้องหารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกันภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงจะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายและให้ศาลปกครองเป็นผู้พิจารณา
ดังนั้น แม้ CP จะส่งหนังสือขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญาแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสัญญาจะสิ้นสุดลงทันที เพราะยังต้องพิจารณาว่าเหตุผลและเงื่อนไขที่เอกชนอ้างนั้นเข้าเกณฑ์ตามสัญญาหรือไม่ รวมถึงต้องเจรจาถึงผลกระทบ ความเสียหาย และภาระของแต่ละฝ่าย
ก่อนหน้านี้ รฟท. และภาครัฐยังมีประเด็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับพื้นที่ก่อสร้างที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน รวมถึงโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ซึ่งอาจต้องแยกงานบางส่วนกลับมาดำเนินการเอง เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนของเอกชนและเป็นอีกทางเลือกในการเดินหน้าโครงการ
จากรถไฟแห่งอนาคต สู่โจทย์ใหญ่ที่รัฐต้องเร่งหาคำตอบ
วันนี้ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจึงไม่ได้อยู่แค่บนรางอีกต่อไป แต่กำลังอยู่บนทางแยกสำคัญของนโยบายรัฐ
ทางหนึ่งคือการเจรจาเพื่อรักษาสัญญาเดิมและทำให้โครงการเดินหน้าต่อ อีกทางคือการหากระบวนการยุติสัญญาอย่างถูกต้อง หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาจุดร่วมกันได้
ขณะที่ ARL กลับเป็นเรื่องที่ต้องแก้ให้เร็วกว่านั้น เพราะเส้นตาย 30 กันยายนกำลังใกล้เข้ามา และทุกวันที่เดินหน้าหาคำตอบช้าลง คือเวลาที่ภาครัฐต้องเตรียมแผนรองรับมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว โครงการนี้จึงไม่ได้มีเดิมพันแค่เงินลงทุนหรือสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน แต่ยังมีเดิมพันอยู่ที่ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และที่สำคัญที่สุด คือประชาชนที่ไม่ควรต้องเป็นคนจ่ายราคาของความไม่ลงตัวระหว่างสองฝ่าย
รถไฟ 3 สนามบินอาจยังไม่ถึงปลายทาง แต่เวลาของการหาทางออกกำลังเดินหน้าไปทุกวัน และโจทย์ใหญ่ของรัฐจากนี้ คือทำอย่างไรให้ทั้งสัญญา โครงการ และการเดินทางของประชาชน เดินต่อไปได้พร้อมกัน