ย้อนรอย 5 ปี 5 ข่าวฉาว! ‘วงการผ้าเหลือง’ไทย เขย่าศรัทธาแรง กับคำถาม..ทำไมเกิดบ่อย?

ย้อนรอย 5 ปี 5 ข่าวฉาว! ‘วงการผ้าเหลือง’ไทย เขย่าศรัทธาแรง กับคำถาม..ทำไมเกิดบ่อย?

ย้อนรอย 5 ปี 5 เหตุการณ์สะเทือนวงการผ้าเหลือง ตั้งแต่ปมพระกับสีกา เงินวัด ไปจนถึงคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ชวนหาคำตอบ ทำไมปัญหาเดิมจึงเกิดซ้ำ และกำลังเขย่าศรัทธาคนไทยแค่ไหน

SHORT CUT

  • ย้อนรอย 5 ปี 5 เหตุการณ์สะเทือนวงการผ้าเหลือง ตั้งแต่ปมพระกับสีกา เงินวัด ไปจนถึงคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
  • ปมเงิน-สีกา-ระบบตรวจสอบถูกตั้งคำถามซ้ำ หลังหลายเหตุการณ์กระทบความศรัทธา และสะท้อนช่องว่างด้านการกำกับดูแล
  • แต่ละคดีมีสถานะต่างกัน ต้องแยกให้ชัดระหว่างข้อกล่าวหา การสอบสวน การดำเนินคดี และคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว

ย้อนรอย 5 ปี 5 เหตุการณ์สะเทือนวงการผ้าเหลือง ตั้งแต่ปมพระกับสีกา เงินวัด ไปจนถึงคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ชวนหาคำตอบ ทำไมปัญหาเดิมจึงเกิดซ้ำ และกำลังเขย่าศรัทธาคนไทยแค่ไหน

ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา วงการพระสงฆ์ไทยเผชิญข่าวที่กระทบต่อความศรัทธาของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กรณีพระกับสีกา ไปจนถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเงินวัดและการพนันออนไลน์ หลายเหตุการณ์กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ ขณะที่บางคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนบางคดียังอยู่ระหว่างการสอบสวนและต้องรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ล่าสุด วันที่ 10 กันยายน 2569 ตำรวจสอบสวนกลางเข้าจับกุม พระวชิรญาณ วิ. หรือ หลวงพ่ออติโชติ เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเบียดบังทรัพย์ การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการสมคบกันฟอกเงิน หลังตำรวจระบุว่าพบพฤติการณ์เกี่ยวกับเงินของวัดมูลค่าประมาณ 92 ล้านบาท รวมถึงประเด็นความสัมพันธ์กับสีกา

ต่อมาเจ้าหน้าที่นำตัวพระวชิรญาณไปพบรองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเจ้าตัวยอมสละสมณเพศ ก่อนถูกควบคุมตัวไปสอบสวนต่อที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ขณะที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลคดี

เหตุการณ์ล่าสุดทำให้ชื่อของวัดและพระสงฆ์กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง และเมื่อย้อนกลับไปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบเหตุการณ์สำคัญอย่างน้อย 5 กรณีที่สะเทือนวงการผ้าเหลือง

 

1. ปี 2565 พระกาโตะ-สีกาตอง จากเรื่องความสัมพันธ์ สู่ปมเงินวัด 6 แสนบาท

ปี 2565 กรณีอดีตพระกาโตะ หรือ นายพงศกร จันทร์แก้ว กลายเป็นข่าวใหญ่ หลังมีการเปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระกาโตะกับสีกาตอง ก่อนเรื่องจะขยายไปถึงการเบิกเงินจากวัดเพ็ญญาติ จำนวน 600,000 บาท

นายพงศกร ยอมรับว่า ขณะดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส ได้เบิกเงินจำนวนดังกล่าว โดยอ้างว่านำไปให้คนกลางเพื่อจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น ต่อมาเงินจำนวน 600,000 บาท ถูกนำมาคืนให้วัด

อย่างไรก็ตาม การคืนเงินไม่ได้ทำให้ประเด็นทางกฎหมายสิ้นสุดทันที เพราะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท. มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า การนำเงินวัดไปใช้ในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่

กรณีนี้จึงควรแยกให้ชัดระหว่างเรื่องความสัมพันธ์ซึ่งเป็นประเด็นด้านพระธรรมวินัย กับเรื่องเงิน 600,000 บาท ซึ่งเป็นประเด็นทางกฎหมายที่มีการตรวจสอบในเวลานั้น

2. ปี 2566 อดีตพระอาจารย์คม วัดป่าธรรมคีรี คดีเงินวัดที่ไปถึงคำพิพากษา

ปี 2566 วงการสงฆ์เผชิญคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเงินวัดป่าธรรมคีรี จ.นครราชสีมา เมื่อตำรวจกองปราบปรามเข้าดำเนินคดีกับ นายคม หรืออดีตพระอาจารย์คม อภิวโร และผู้เกี่ยวข้อง จากการตรวจสอบพบพฤติการณ์นำเงินของวัดไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวและมีการซุกซ่อนทรัพย์สิน

คดีนี้แตกต่างจากหลายกรณี เพราะไม่ได้จบเพียงชั้นกล่าวหาหรือสอบสวน แต่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล

วันที่ 20 มีนาคม 2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษาอดีตพระคมและผู้เกี่ยวข้องในคดีร่วมกันยักยอกทรัพย์ของวัด โดยศาลพิพากษาจำคุกอดีตพระคมรวม 468 ปี จาก 78 กระทง ขณะที่เมื่อคำนวณตามข้อจำกัดของกฎหมาย โทษจำคุกสูงสุดที่ต้องรับจริงอยู่ที่ 50 ปี

คดีนี้จึงถือเป็นตัวอย่างสำคัญว่า เมื่อข้อกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการศาลและมีคำพิพากษาแล้ว การรายงานข่าวสามารถระบุได้ว่า ศาลพิพากษาลงโทษ ไม่จำเป็นต้องใช้เพียงคำว่า ถูกกล่าวหา เหมือนคดีที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

3. ปี 2568 เจ้าคุณแย้ม-วัดไร่ขิง ปมเงินกว่า 300 ล้านบาท และพนันออนไลน์

ปี 2568 ชื่อของ พระธรรมวชิรานุวัตร หรือ เจ้าคุณแย้ม เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง และเจ้าคณะภาค 14 กลายเป็นข่าวใหญ่ หลังตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินและกล่าวหาว่ามีการนำเงินของวัดออกไปเกี่ยวข้องกับบัญชีส่วนตัวและเครือข่ายการพนันออนไลน์ โดยตัวเลขที่ตำรวจเปิดเผยในช่วงแรกอยู่ที่มากกว่า 300 ล้านบาท

ศาลได้อนุมัติหมายจับ และเจ้าคุณแย้มเดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจเพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ขณะเดียวกันคณะสงฆ์มีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งทางปกครองและตำแหน่งเจ้าอาวาส

อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องระวังในการรายงานข่าวคดีนี้คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติย้ำในเวลานั้นว่า เจ้าคุณแย้มยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดยังต้องพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้น การเขียนข่าวที่ปลอดภัยควรใช้ว่า เจ้าคุณแย้มถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดีกรณีเงินวัดกว่า 300 ล้านบาท ไม่ควรเขียนฟันธงว่าเจ้าตัวทุจริตหรือยักยอกเงินดังกล่าวในฐานะข้อเท็จจริงที่ถึงที่สุด

4. ปี 2568 คดีสีกากอล์ฟ พระหลายรูปถูกตรวจสอบ สะเทือนถึงพระชั้นผู้ใหญ่

กลางปี 2568 เกิดอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะเทือนวงการสงฆ์อย่างหนักจากกรณีสีกากอล์ฟ ซึ่งมีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับพระสงฆ์หลายรูป และต่อมาขยายผลไปถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

คดีดังกล่าวมีพระสงฆ์หลายรูปถูกตรวจสอบ โดยมีรายงานว่า ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 มีพระที่ลาสิกขาแล้ว 9 รูป ขณะที่ยังมีพระบางรูปที่อยู่ระหว่างการติดตามหรือสอบสวน

ตำรวจยังเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชีของสีกากอล์ฟ โดยพบเงินหมุนเวียนประมาณ 385 ล้านบาทในช่วง 3 ปี ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลเกี่ยวกับยอดเงินหมุนเวียนในบัญชีที่ตำรวจตรวจสอบ ไม่ควรตีความว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินที่มาจากพระสงฆ์

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้จึงไม่ได้อยู่ที่เรื่องความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขยายไปสู่คำถามเรื่องการกำกับดูแลพระสงฆ์ การตรวจสอบเส้นทางเงิน และมาตรฐานทางวินัยของคณะสงฆ์

5. ปี 2569 หลวงพ่ออติโชติ วัดพุทไธศวรรย์ ปมเงิน 92 ล้านบาท-ความสัมพันธ์กับสีกา

ล่าสุดวันที่ 10 กันยายน 2569 ตำรวจสอบสวนกลางเข้าจับกุม พระวชิรญาณ วิ. หรือ หลวงพ่ออติโชติ เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1

ตำรวจระบุว่าคดีเกี่ยวข้องกับการเบียดบังเงินของวัดประมาณ 92 ล้านบาท รวมถึงข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและสมคบกันฟอกเงิน นอกจากนี้ยังมีพยานหลักฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมเสพเมถุนกับสีกาภายในกุฏิ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินคดีและตรวจสอบพยานหลักฐาน

ภายหลังถูกควบคุมตัว พระวชิรญาณยอมสละสมณเพศ และถูกนำตัวไปสอบสวนต่อที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่วนหญิงคนสนิทที่ตำรวจระบุว่าเกี่ยวข้องกับเส้นทางเงินก็ถูกควบคุมตัวมาสอบปากคำเช่นกัน

กรณีนี้จึงควรใช้ถ้อยคำว่า เป็นคดีที่ตำรวจดำเนินการตามหมายจับและอยู่ในกระบวนการสอบสวน ไม่ควรเขียนล่วงหน้าว่าผู้ต้องหามีความผิดถึงที่สุด จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาล

5 เหตุการณ์สะท้อนอะไรกับวงการผ้าเหลืองไทย?

หากมองทั้ง 5 เหตุการณ์ร่วมกัน จะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงเรื่องพระกับสีกา แต่มีอย่างน้อย 3 ประเด็นใหญ่ที่ปรากฏซ้ำ คือ ความสัมพันธ์ส่วนตัว เงินของวัด และระบบตรวจสอบ

ประเด็นเงินวัดเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามซ้ำหลายครั้ง เพราะวัดจำนวนมากมีเงินบริจาคและทรัพย์สินที่เกิดจากศรัทธาของประชาชน แต่ระบบบริหารจัดการเงินของวัดไม่ได้มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด ขณะที่งานวิจัยด้านการบริหารการเงินวัดไทยที่เผยแพร่ในแวดวงวิชาการเคยชี้ถึงปัญหาเรื่องระบบบัญชี การตรวจสอบ และการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน

เมื่อเงินจำนวนมากอยู่ภายใต้การบริหารของคนจำนวนจำกัด หากระบบตรวจสอบไม่รัดกุม ย่อมเกิดช่องว่างให้เกิดข้อสงสัยหรือการกระทำผิดได้ง่ายขึ้น

อีกด้านคือเรื่องพระธรรมวินัย โดยเฉพาะกรณีพระกับสีกา เมื่อเกิดพฤติกรรมที่ขัดต่อพระธรรมวินัย ผลที่ตามมาอาจเป็นการสึกหรือการดำเนินการทางปกครองของคณะสงฆ์ แต่หากพฤติการณ์เดียวกันมีองค์ประกอบของความผิดทางอาญา เช่น เรื่องทรัพย์สินหรือการฟอกเงิน ก็จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกส่วนหนึ่ง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการรายงานข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ต้องแยกให้ชัดว่า เรื่องใดเป็นการละเมิดพระธรรมวินัย เรื่องใดเป็นข้อกล่าวหาทางอาญา และเรื่องใดที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว

ทำไมข่าวฉาวจึงเกิดซ้ำ?

คำตอบอาจไม่ใช่เพียงเพราะพระบางรูปประพฤติผิด แต่ต้องมองไปถึงระบบกำกับดูแลด้วย

งานศึกษาด้านการบริหารการเงินของวัดพบประเด็นเรื่องความเป็นระบบของบัญชี การตรวจสอบ และการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน ขณะที่งานด้านธรรมาภิบาลวัดเสนอให้เพิ่มความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบในการบริหารจัดการ

เมื่อประกอบกับคดีที่เกิดขึ้นจริงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงเห็นได้ว่า จุดเปราะบางไม่ได้มีเพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่รวมถึงการบริหารทรัพย์สินของวัด ระบบตรวจสอบ และกลไกในการจัดการเมื่อมีข้อร้องเรียน

โซเชียลมีเดียยังทำให้เรื่องที่เคยเกิดขึ้นภายในวัดถูกเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างรวดเร็ว หลักฐานจากโทรศัพท์ ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ หรือข้อมูลเส้นทางการเงิน สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ได้

แล้วคนที่ถูกดำเนินคดีอย่างไร?

ทั้ง 5 เหตุการณ์มีผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน

กรณีพระกาโตะ มีการคืนเงิน 600,000 บาท และมีการตรวจสอบประเด็นทางกฎหมายต่อ ขณะที่เจ้าตัวลาสิกขา

กรณีอดีตพระอาจารย์คม เป็นคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว โดยลงโทษจำคุก 468 ปี แต่โทษจำคุกตามกฎหมายที่ต้องรับจริงสูงสุด 50 ปี

กรณีเจ้าคุณแย้ม มีการออกหมายจับ ดำเนินคดี และพ้นจากตำแหน่งทางปกครองของคณะสงฆ์ แต่สถานะความผิดทางอาญาต้องแยกจากบทลงโทษทางสงฆ์และต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

กรณีสีกากอล์ฟ มีพระหลายรูปที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและทยอยลาสิกขา แต่รายละเอียดความรับผิดทางอาญาของแต่ละบุคคลต้องพิจารณาแยกเป็นรายคดี ไม่ควรเหมารวมพระทุกรูปว่ากระทำความผิดเหมือนกัน

ส่วนคดีหลวงพ่ออติโชติ ล่าสุดเจ้าตัวลาสิกขาแล้วและถูกตำรวจควบคุมตัวสอบสวนต่อ ขณะที่คดีเกี่ยวกับเงินประมาณ 92 ล้านบาทและประเด็นอื่น ๆ ยังต้องดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม

related