
SHORT CUT
Mars เปิดโรงงานผลิต Pringles (พริงเกิลส์) แห่งแรกในประเทศไทย ลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาทในชลบุรี เดินเครื่องสายการผลิตที่ 2 ส่งออกอินเดีย ฮ่องกง และไต้หวัน พร้อมวางแผนเปิดสายการผลิตที่ 3 ปลายปี 2570
จาก Pringles (พริงเกิลส์) ขนมมันฝรั่งแผ่นรูปทรงอานม้าวางซ้อนกันในกระบอกทรงยาว รสชาติเข้มข้น ที่วางขายอยู่บนชั้นซูเปอร์มาร์เก็ต วันนี้สินค้าส่วนหนึ่งในตลาดเอเชียเริ่มออกจากสายการผลิตในจังหวัดชลบุรี
Mars เปิดโรงงานผลิต Pringles แห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ หลังเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปลายปี 2568 พร้อมเดินเครื่องสายการผลิตที่ 2 ในเดือนกันยายน 2569 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตรองรับตลาดในภูมิภาค
โครงการนี้ใช้เงินลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากโรงงานถูกส่งออกไปยัง อินเดีย ฮ่องกง และไต้หวัน และเตรียมขยายตลาดเพิ่มเติม
แผนของ Mars ยังไปต่อถึงสายการผลิตที่ 3 ซึ่งกำหนดเปิดช่วงปลายปี 2570 ทำให้ชลบุรีกำลังมีบทบาทมากขึ้นในเครือข่ายการผลิต Pringles ของบริษัทในภูมิภาค
โรงงานเริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนตุลาคม 2566 บนพื้นที่โครงการประมาณ 208,000 ตารางเมตร โดยพื้นที่โรงงานครอบคลุมประมาณ 73,800 ตารางเมตร
Mars ให้เหตุผลว่า ไทยมีทั้งโครงสร้างพื้นฐาน แรงงานที่มีทักษะ และทำเลที่เชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศได้สะดวก โดยเฉพาะการตั้งโรงงานใน EEC ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของภาคตะวันออก
กาเบรียล เฟอร์นันเดซ ประธานบริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา หรือ AMEA ของ Mars Snacking ระบุว่า ประเทศไทยมีบทบาทต่อแผนขยายธุรกิจ Pringles ในภูมิภาค จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และการเข้าถึงตลาดต่าง ๆ
การเปิดสายการผลิตที่ 2 ในเดือนกันยายน 2569 ทำให้โรงงานรองรับคำสั่งซื้อได้มากขึ้น ก่อนเพิ่มสายการผลิตที่ 3 ในช่วงปลายปี 2570
ในช่วงเริ่มต้น โรงงานสร้างงานโดยตรงมากกว่า 170 ตำแหน่ง และ Mars ระบุว่าเกือบ 50% ของงบประมาณด้านการจัดซื้อจัดจ้างของโรงงาน ถูกใช้กับซัพพลายเออร์ในประเทศไทย
จุดนี้ทำให้ผลของการลงทุนกระจายไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโรงงานในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ ไปจนถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ด้านโครงสร้างแรงงาน Mars ระบุว่า สัดส่วนพนักงานชายและหญิงภายในโรงงานอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ขณะที่ตำแหน่งระดับผู้นำประมาณ 50% เป็นผู้หญิง
อนิณ เมฆสุขใส ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า การลงทุนของ Mars ด้านการผลิตและการส่งออกระยะยาว จะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ
โจทย์ของการตั้งฐานผลิตระดับภูมิภาคไม่ได้มีเพียงเรื่อง “ผลิตให้เยอะขึ้น” เพราะตลาดแต่ละประเทศกินไม่เหมือนกัน
โรงงานชลบุรีจึงถูกออกแบบให้สามารถรองรับการผลิต Pringles หลากหลายรสชาติ ตามความต้องการของผู้บริโภคแต่ละตลาด และสามารถปรับการผลิตตามดีมานด์ของประเทศปลายทางได้ ปัจจุบันมีอินเดีย ฮ่องกง และไต้หวันเป็นตลาดส่งออก และ Mars มีแผนเพิ่มประเทศปลายทางในอนาคต
การเพิ่มสายการผลิตที่ 2 จึงเป็นส่วนหนึ่งของแผนเพิ่มความคล่องตัวของ Supply Chain ขณะที่สายการผลิตที่ 3 ซึ่งวางแผนเปิดในปลายปี 2570 จะช่วยเพิ่มขนาดของฐานผลิตให้รองรับตลาดที่กว้างขึ้นในระยะต่อไป
อีกด้านที่ Mars ลงทุนคือระบบการผลิต โดย โรงงาน Pringles ในชลบุรีถูกพัฒนาในรูปแบบโรงงานอัจฉริยะที่ใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาควบคุมกระบวนการผลิต โดยมี Dashboard สำหรับติดตามสายการผลิตแบบเรียลไทม์
ระบบสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่องจักร วิเคราะห์การเดินเครื่อง และช่วยตัดสินใจระหว่างการผลิต เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดปัญหาที่อาจทำให้สายการผลิตหยุดชะงัก ขณะเดียวกันยังใช้มาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารและการควบคุมคุณภาพของ Mars ในระดับสากล
ด้านสิ่งแวดล้อม โรงงานใช้เทคโนโลยีระบบจัดการพลังงาน ระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงระบบลดของเสีย การรีไซเคิล และนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ พร้อมติดตามข้อมูลด้านพลังงาน น้ำ ของเสีย และการปล่อยก๊าซจากการดำเนินงานจะถูกติดตามเพื่อนำไปปรับกระบวนการผลิตต่อไป
กรณีของ Pringles น่าสนใจตรงที่สิ่งที่ไทยกำลังเสนอให้บริษัทต่างชาติ ไม่ได้มีเพียงค่าแรงหรือพื้นที่ตั้งโรงงาน สิ่งที่บริษัทอย่าง Mars ต้องการคือฐานที่สามารถ ผลิตในปริมาณมาก เชื่อมต่อ Supply Chain ส่งออกไปหลายประเทศ และขยายกำลังการผลิตได้ในอนาคต
โรงงานชลบุรีจึงมีความหมายในเชิงธุรกิจมากกว่าการที่ 'Pringles ผลิตในไทยแล้ว'
ตัวเลข 7,000 ล้านบาท บอกขนาดของเงินลงทุนในไทยวันนี้ ส่วนตัวเลขที่น่าติดตามต่อคือ เกือบ 50% ของการจัดซื้อจากซัพพลายเออร์ในประเทศ
หากสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นพร้อมกับกำลังผลิต มูลค่าที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสเพิ่มตามไปด้วย
นี่จึงเป็นอีกเคสของ FDI ที่ควรมองต่อจากยอดเงินลงทุน ว่าเมื่อโรงงานต่างชาติเข้ามาตั้งฐานในไทยแล้ว บริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ได้ลึกแค่ไหน และเงินจากการผลิตหนึ่งกระป๋องเหลืออยู่ในประเทศเท่าไร