'ประกันสังคม' สวัสดิการรัฐที่ยังไม่โอบรับแรงงานนอกระบบ

'ประกันสังคม' สวัสดิการรัฐที่ยังไม่โอบรับแรงงานนอกระบบ

แรงงานนอกระบบกว่า 21 ล่านคนที่ถูกทิ้งไว้นอกตาข่ายสวัสดิการรัฐ เจาะลึกความชะงักงันของกฎหมายและทางออกของแรงงาน ก่อนถึงวันเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย. 69

ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจดิจิทัลและธุรกิจบริการยุคใหม่เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยเม็ดเงินมหาศาล แต่เบื้องหลังของการเจริญเติบโตเหล่านี้ กลับตั้งอยู่บนการทำงานของคนทำงานกว่า 21 ล้านคนหรือกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ที่รัฐและกฎหมายไทยยังไม่โอบรับและปล่อยให้พวกเขาอยู่ในสถานะ 'แรงงานนอกระบบ'

ในขณะที่คนเหล่านี้คือฟันเฟือนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โครงสร้างของกฎหมายก็ยังคงแช่แข็งอยู่ในอุตสาหกรรมที่ผูกติดกับการมีนายจ้าง ส่งผลให้คนทำงานถูกทอดทิ้งให้อยู่นอกตาข่ายรองรับสวัสดิการรัฐ ขาดหลักประกันในชีวิต และต้องแบกรับความเสี่ยงทุกมิติเพียงลำพัง

ในกรณีของผู้ประกอบการรายย่อยอย่าง แม่ค้าออนไลน์ หรือคนรับจ้างอิสระอย่าง ฟรีแลนซ์ พวกเขาต้องแบกรับความเสี่ยงทางธุรกิจด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่มีใครการันตีรายได้ขั้นต่ำ ในขณะที่กลุ่มอาชีพอย่าง พนักงานบริการ กลับยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยกฎหมายที่ผลักให้พวกเขาเป็นอาชญากร ทำให้ถูกตัดขาดจากการทำสัญญาจ้างงานและการเรียกร้องสิทธิแรงงานโดยสมบูรณ์ แม้รูปแบบการทำงานจะต่างกัน แต่แรงงานนอกระบบเหล่านี้มักถูกโครงสร้างทางธุรกิจและกฎหมายผลักให้ไปอยู่ในจุดที่เสียเปรียบที่สุด

ในขณะที่แรงงานแพลตฟอร์มอย่างไรเดอร์กลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของช่องโหว่ทางกฎหมายบริษัทแพลตฟอร์มมักมอบสถานะ 'พาร์ทเนอร์' เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นนายจ้าง แต่ในความเป็นจริง คนทำงานกลับถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จผ่านอัลกอริทึมที่คอยกำหนดค่ารอบ หักเปอร์เซ็นต์ และพร้อมแบนบัญชีทุกเมื่อ เครือข่ายแรงงานจึงเรียกสถานะนี้ว่า 'ลูกจ้างจำแลง'

 

ม.40 ยังอุดรอยรั่วไม่มิด

เมื่อไม่ถูกนับเป็นลูกจ้าง ผลกระทบที่ตามมาจึงรุนแรงกว่าแค่การเข้าไม่ถึงระบบประกันสังคม มาตรา 33 เพราะหมายถึงการถูกกีดกันออกจาก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไปโดยปริยาย แรงงานนอกระบบกว่าครึ่งประเทศต้องสูญเสียสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งการไม่มีค่าล่วงเวลา เบิกกองทุนเงินทดแทนไม่ได้ และถูกตัดสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อรวมตัวต่อรอง

 

แม้รัฐจะพยายามเสนอทางออกด้วยการให้สมัครประกันสังคม มาตรา 40 แต่ในมุมของคนทำงาน สวัสดิการนี้ยังห่างไกลจากคำว่าครอบคลุม ผู้ประกันตนต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินสมทบเอง 100% แลกกับสิทธิประโยชน์ที่จำกัด ไม่มีสิทธิการรักษาพยาบาลรองรับและได้เงินชดเชยการขาดรายได้เพียงหลักร้อยบาทต่อวัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและไม่เพียงพอต่อการประคองชีวิตในยามวิกฤต

 

ทำไมการแก้กฎหมายถึงเดินหน้าไปไม่ถึงไหน? 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี 2563-2564 ที่เศรษฐกิจแพลตฟอร์มเติบโตสูงสุด เครือข่ายแรงงานนอกระบบ 'สหภาพไรเดอร์' และ 'สหภาพคนทำงาน' ได้ออกมารวมตัวประท้วงและยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายคือการหาแนวทางให้กลุ่มทุนหรือแพลตฟอร์มต้อง 'ร่วมจ่าย' (Co-pay) สวัสดิการให้กับคนทำงาน

 

ในกระบวนการนิติบัญญัติ การผลักดันกฎหมายกลับเผชิญกับภาวะชะงัก เนื่องจากมีมุมมองในการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน

 

ในปี 2567 ที่ผ่านมา พรรคประชาชน และเครือข่ายแรงงาน เสนอให้แก้ไข ‘ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน’ โดยขยายนิยามคำว่า ‘ลูกจ้าง’ ให้ครอบคลุมถึงแรงงานแพลตฟอร์มและฟรีแลนซ์ เพื่อให้ได้สิทธิเท่าเทียมกับพนักงานประจำ แต่แนวทางนี้ถูกตีตกไปในวาระแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2567 เนื่องจากฝั่งรัฐบาลและภาคเอกชนมีข้อกังวลว่า การเหมารวมแรงงานอิสระทั้งหมดให้เป็นลูกจ้างแบบดั้งเดิม อาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อต้นทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงอาจไม่สอดคล้องกับลักษณะงานอิสระบางประเภทที่ต้องการความยืดหยุ่น

 

ในปี 2569 สิรภพ สมผล สส.สกลนคร จากพรรคกล้าธรรม เป็นหัวหอกสำคัญในการนำข้อเรียกร้อง 9 ข้อจากกลุ่มไรเดอร์ เข้าไปผลักดันผ่านร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระในสภา โดยมีสาระสำคัญคือการสร้างกติกาใหม่ เปิดทางให้กำหนดค่าตอบแทนขั้นต่ำได้ มีกองทุนเยียวยาหากแพลตฟอร์มค้างจ่าย ให้สิทธิประกันอุบัติเหตุ และเปิดทางให้ตั้งสภาแรงงานอิสระเพื่อเป็นกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

 

ธงธรรม เวชยชัย  สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ว่ากฎหมายยังตามไม่ทันเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม จึงควรสร้างกลไกไตรภาคีตามมาตรฐาน ILO เพื่อออกแบบสมดุลใหม่ ให้แพลตฟอร์มเติบโตได้ แรงงานอยู่รอด และ SME ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

ตั้งแต่ช่วงปี 2566 จนถึงปัจจุบัน พรรคการเมือง ได้เสนอ 'ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ' ออกมาเป็นทางเลือก โดยแยกแรงงานกลุ่มนี้ออกมาเป็นประเภท 'แรงงานกึ่งอิสระ' และเสนอตั้งกองทุนใหม่ขึ้นมาดูแลแยกต่างหาก แต่แนวทางนี้ก็เผชิญแรงต้านจากฝั่งสหภาพแรงงานในปี 2568 โดยเครือข่ายแรงงานมองว่า การสร้างหมวดหมู่ใหม่ขึ้นมาอาจเปิดช่องว่างให้บริษัทแพลตฟอร์มหลบเลี่ยงความรับผิดชอบในฐานะนายจ้างได้อย่างถูกกฎหมาย และยังไม่มีความชัดเจนว่าสิทธิประโยชน์จากกองทุนใหม่นี้ จะมีมาตรฐานเทียบเท่ากับประกันสังคมมาตรา 33 หรือไม่

 

ล่าสุดในปี 2569 กลุ่มนักวิชาการจาก สถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) ร่วมกับ สหภาพไรเดอร์และเครือข่ายแรงงาน จึงตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ สิ่งที่พวกเขากำลังเรียกร้องและกดดันอย่างหนักในปีนี้ คือการขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เลิกรอกระบวนการออกกฎหมายใหม่ในสภาที่ล่าช้า แต่ให้หันมาใช้อำนาจฝ่ายบริหารลัดคิวออกประกาศกฎกระทรวง ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่มีอยู่แล้วแทน เพื่อรับรองสถานะคนทำงานแพลตฟอร์มให้เป็น 'ลูกจ้าง' ทันที

 

เศรษฐกิจ ธุรกิจบริการ คือฟันเฟืองสำคัญที่หล่อเลี้ยงประเทศ แต่คำถามที่สังคมและผู้กำหนดนโยบายต้องกลับมาทบทวนร่วมกันผ่านวาระการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน 2569 นี้คือ ภายใต้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินมหาศาล ระบบการคุ้มครองที่ยังคงแช่แข็งตัวเองอยู่ในยุคอุตสาหกรรม และปล่อยให้คนทำงานกว่า 21 ล้านคนต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง ถือเป็นโครงสร้างสวัสดิการที่ยุติธรรมสำหรับพวกเขาแล้วจริงๆ หรือไม่

 

related