
รมว.แรงงาน สั่งประกันสังคมเร่งเยียวยาทายาทลูกจ้างเสียชีวิต จากเหตุแอมโมเนียรั่วโรงงานสมุทรสาคร พร้อมมอบเงินทดแทน-ค่าทำศพ และกำชับนายจ้างคุมเข้มความปลอดภัย
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แสดงความห่วงใยครอบครัวและทายาทของลูกจ้างที่เสียชีวิตจากเหตุสารแอมโมเนียรั่วไหลภายในโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมกำชับสำนักงานประกันสังคมเร่งดำเนินการตรวจสอบสิทธิและให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทายาทได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายอย่างครบถ้วนและรวดเร็ว พร้อมย้ำความปลอดภัยในการทำงาน หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
ด้านนางสาวจีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้สั่งการให้นางสาวประภาวดี แก้วศิริพงษ์ ประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาคร ลงพื้นที่ตรวจสอบติดตามสถานการณ์และดูแลครอบครัวของลูกจ้างผู้เสียชีวิต เพื่อดำเนินการจ่ายสิทธิประโยชน์ พร้อมให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ทายาทอย่างเต็มที่ โดยจากรายงานเหตุการณ์ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาครได้รับแจ้งว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569
เวลา 03.25 น. เกิดเหตุสารแอมโมเนียรั่วไหลภายในอาคารผลิตอาหารปรุงสำเร็จแช่แข็งของโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร โดยทีมช่างซ่อมบำรุงได้ปิดวาล์วท่อส่งเพื่อระงับการรั่วไหลเรียบร้อยแล้ว จากการตรวจสอบพบลูกจ้างเสียชีวิต 1 ราย คือ นายนพพร อิ่มเอิบ อายุ 62 ปี ซึ่งเป็นผู้ประกันตนและอยู่ในความคุ้มครองของกองทุนเงินทดแทน โดยมีสิทธิได้รับ ค่าทำศพ 50,000 บาท และค่าทดแทนกรณีเสียชีวิตเนื่องจากการทำงานร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลา 10 ปี จ่ายให้ทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมาย
ขณะที่กองทุนประกันสังคมมีสิทธิได้รับเงินกรณีชราภาพ ไม่รวมดอกผล ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาคร ได้แนะนำให้นายจ้างยื่นแบบแจ้งการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน (กท.16) พร้อมชี้แจงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายเงินทดแทนให้กับทายาทผู้เสียชีวิตได้รับทราบอย่างครบถ้วน
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมกล่าวย้ำถึง “ความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงาน พร้อมกำชับให้นายจ้างตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ เครื่องมือ และระบบที่เกี่ยวข้องให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยแก่ลูกจ้าง อย่างไรก็ตาม กองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอันตรายจากการทำงาน และได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการรักษา อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างหลักประกันที่มั่นคงแก่ลูกจ้างในทุกสถานการณ์”