
SHORT CUT
เจาะลึกสมรภูมิ BL-GL ไทย VS ไต้หวัน มหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมความบันเทิง ใครคือตัวจริงที่ครองใจสาววายทั่วเอเชีย?
ในยุคที่สื่อความหลากหลายทางเพศก้าวข้ามจากคอนเทนต์เฉพาะกลุ่ม สู่อุตสาหกรรมบันเทิงกระแสหลักระดับโลก สื่อประเภทชายรักชาย (Boys' Love หรือ BL / Yaoi) และหญิงรักหญิง (Girls' Love หรือ GL / Yuri) ได้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า 'Rainbow Economy' และเป็นอาวุธ Soft Power สำคัญของภูมิภาคเอเชีย โดยมีประเทศไทยและไต้หวันเป็นสองผู้เล่นหลักที่มีอิทธิพลอย่างสูงในตลาดสากล
แม้ทั้งสองประเทศจะมีจุดร่วมด้านบริบทสังคมที่เปิดกว้างและมีนโยบายสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศแต่เมื่อเจาะลึกไปถึงโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ ทั้งมิติในการเล่าเรื่อง การผลิต ไปตลอดจนโมเดลการทำเงินกลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
อุตสาหกรรมและส่วนแบ่งการตลาด
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอุตสาหกรรม BL-GL ไทยถือเป็นมหาอำนาจของอุตสาหกรรมซีรีส์ BL-GL อย่างแท้จริง ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่า ในปี ปัจจุบันอุตสาหกรรมวายไทยครองแชร์ตลาดเอเชียในฝั่ง BL สูงถึง 53-55% และฝั่ง GL ที่พุ่งทะลุ 60% ขับเคลื่อนระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ (Y-Economy) ให้มีมูลค่าสะพัดกว่า 4,900 ล้านบาท การมีแพลตฟอร์มสตรีมมิงและแบรนด์สปอนเซอร์พร้อมอัดฉีดเม็ดเงิน ทำให้ไทยมีสถานะเป็น Mass Market ที่ผลิตซีรีส์ป้อนตลาดได้ตลอดทั้งปี และเมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีมูลค่าราว 851 ล้านบาท ถือเป็นการเติบโตแบบข้าวกระโดดอย่างชัดเจน
ในขณะที่ไต้หวันถึงจะมีการผลิตซีรีส์ที่เล็กกว่า แต่ไต้หวันได้เปรียบเชิงโครงสร้างดิจิทัลด้วยการเป็นที่ตั้งของ 'GagaOOLala' แพลตฟอร์มสตรีมมิง LGBTQ+ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มียอดผู้ใช้งานจดทะเบียนทั่วโลกมากกว่า 5 ล้านคน ข้อมูลจาก aboveA Collective ระบุว่า ซีรีส์ BL ยังตลาดเฉพาะกลุ่ม และครองส่วนแบ่งตลาด BL เอเชียอยู่ราวๆ 6% ส่วนตลาด GL ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากภายในประเทศ
แม้สเกลจะยังเล็ก แต่ผู้สร้างมักเลือกทำออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ขนาดยาวหรือมินิซีรีส์ เพื่อมุ่งเดินสายตามเวทีเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ มากกว่าจะทำซีรีส์ยาวๆ
ความหลากหลายของบทและเนื้อหา
สิ่งที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมได้ดีที่สุด คือความหลากหลายของพล็อตเรื่อง
วงการซีรีส์ไทยมักนำ 'นิยายออนไลน์' มาดัดแปลงเป็นซีรีส์ ผู้จัดส่วนใหญ่มักจะหยิบนิยายที่มีฐานผู้อ่านอยู่แล้วมาทำเป็นซีรีส์ เพื่อดึงฐานคนดูจากแฟนนิยาย เช่น นิทานพันดาว สร้างจากนิยายขายดีของ Bacteria, สายรหัสเทวดา (Perfect 10 Liners) ของ JittiRain หรือ เขมจิราต้องรอด ของ คาลิ
แต่ในปัจจุบันเมื่อตลาดซีรีส์ในไทยใหญ่ขึ้น พล็อตซีรีส์ก็มีความหลากหลายไม่ได้เล่าแค่เรื่องรักโรแมนติกในอย่างเดียว แต่ยังเล่าผ่านมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น เช่น 'Last Twilight ภาพนายไม่เคยลืม' ซีรีส์ โรแมนติก-ดรามา ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของเด็กช่างไม่เอาไหนที่จับพลัดมาเป็นคนดูแลอดีตนักกีฬาแบดมินตันที่กําลังจะตาบอด เล่าถึงการก้าวผ่านความสูญเสีย การเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริง และการเยียวยาบาดแผลในใจซึ่งกันและกัน
'รักครูเท่าโลก Love you teacher' ซีรีส์ไทยแนวโรแมนติกคอมเมดี้ด้วยการพาคนดูไปสำรวจการเติบโตของตัวละครการรับมือกับปมปัญหาครอบครัว ไปจนถึงการแตะประเด็นละเอียดอ่อนอย่าง การดูแลผู้ป่วยจิตเวชได้อย่างมีมิติ
ขณะเดียวกัน ฝั่ง GL (Girls' Love) ของไทย ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ก็ทลายกรอบการเล่าเรื่องแบบเดิมๆ เช่นกัน จากที่เคยเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยพล็อตคนวัยทำงานใน ทฤษฎีสีชมพู (GAP The Series) ปัจจุบันเราได้เห็นความกล้าในการหยิบประเด็นโครงสร้างสังคมมานำเสนอ อย่างซีรีส์พีเรียดฟอร์มยักษ์ ปิ่นภักดิ์ (The Loyal Pin) ที่พาคนดูย้อนไปสำรวจความรักของผู้หญิง ภายใต้ความกดดันของธรรมเนียมชนชั้นสูงและระบบการคลุมถุงชน
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าซีรีส์วายไทยในยุคนี้ไม่ได้ขายแค่ความโรแมนติกอย่างเดียว แต่เติบโตไปในทิศทางที่หลากหลายจะพูดถึงปัญหาสังคมและสุขภาพจิตมากขึ้น แต่ไม่ว่าเนื้อเรื่องจะหนักหน่วงแค่ไหน แก่นหลักของซีรีส์ไทยก็ยังคงหาทางลงที่อบอุ่น เพื่อเป็นพื้นที่ทางอารมณ์ให้กับคนดู
ในขณะที่อุตสาหกรรมไต้หวัน เน้นเขียนบทขึ้นมาใหม่ ควบคู่ไปกับการดัดแปลงจากนิยาย ทำให้ไต้หวันโดดเด่นเรื่องการทำซีรีส์ที่สมจริง มีความเป็นธรรมชาติสูง มักเป็นซีรีส์แนววัยทำงานปมปัญหาครอบครัว และความซับซ้อนของมนุษย์มานำเสนอ ตัวอย่างเช่นซีรีส์ชุด HIStory 3: Trapped ที่เล่าความรักระหว่างตำรวจและมาเฟียผ่านปมข้อกฎหมาย หรือ We Best Love ที่เล่นกับเกมการเมืองในออฟฟิศ ส่วนฝั่ง GL ไต้หวันก็มีผลงานอย่าง Fragrance of the First Flower ที่ตีแผ่ชีวิตของผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่เพิ่งมาตั้งคำถามกับรสนิยมทางเพศของตัวเอง ซีรีส์ไต้หวันจึงมีจังหวะการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ และกล้าที่จะทิ้งตอนจบแบบหลากหลายและชวนให้คิดต่อ
กลยุทธ์ทำเงินและ Fandom Economy
‘ระบบพาร์ทเนอร์’ อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้ไทยสามารถกวาดรายได้มหาศาล คือการที่ค่ายจะจับคู่นักแสดงให้ทำงานร่วมกันยาวๆ เพื่อสร้างฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น เมื่อแฟนคลับรักและผูกพัน รายได้หลักจึงมาจากการทำเงินนอกจออย่างมหาศาล ทั้งการรับงานพรีเซนเตอร์คู่ การทัวร์แฟนมีตติ้ง และการขาย Merchandise นักแสดงวายไทยจึงมีสถานะกึ่งไอดอลที่โตไปพร้อมกับพลังซัพพอร์ตของแฟนๆ
ในทางกลับกัน ไต้หวันใช้กลยุทธ์แบบ จบโปรเจกต์แล้วแยกย้าย นักแสดงจะออกมาทำกิจกรรมเซอร์วิสแฟนๆ เฉพาะ ช่วงที่ซีรีส์ออกอากาศเท่านั้น พอโปรเจกต์จบก็แยกย้ายไปรับบทบาทใหม่ การไม่ผูกคู่จิ้น ทำให้รายได้หลักของฝั่งไต้หวัน ต้องพึ่งพาการทำเงินจาก แพลตฟอร์ม GagaOOLala พร้อมจัดทำซับไตเติลหลากหลายภาษา ทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย และสเปน นอกจากนี้ ผลจากการที่รัฐบาลจีนแบนซีรีส์วายอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ไต้หวันกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสื่อความบันเทิง LGBTQ+ ภาษาจีนที่เข้ามาทดแทนตลาดจีนในเวทีโลก
Soft Power และเสรีภาพในการผลิต
ปัจจุบัน ซีรีส์วายไทยไม่ได้เป็นแค่สื่อบันเทิงเท่านั้น แต่ยังก้าวมาเป็น Soft Power สำคัญที่ภาครัฐและเอกชนใช้ส่งออกวัฒนธรรมอย่างจริงจัง เห็นได้จากปรากฎการณ์ที่แฟนคลับอินเตอร์หันมาเรียนภาษาไทยมาขึ้นเพื่อสื่อสารกับศิลปิน การท่องเที่ยวตามรอยสถานที่ถ่ายทำ สร้างเม็ดเงินได้อย่างมหาศาลในไทย แต่ในขณะเดียวกัน การเติบโตที่เร็วเกินไปจนทำให้เกิดภาวะ Oversupply ออกมาเยอะจนคนดูตามไม่ทัน และนำมาซึ่งปัญหาคุณภาพของบางค่าย หรือการเน้นเสิร์ฟฉาก Fan-service จนเสียความสมเหตุสมผลของบทไป
ส่วนไต้หวัน การเป็นชาติแรกที่ ผ่านกฎหมาย ‘สมรสเท่าเทียม’ ในเอเชียถือเป็นกุญแจสำคัญที่ ‘ปลดล็อก’ เสรีภาพในการทำงานอย่างแท้จริง กฎหมายนี้ยังส่งเสริมภาพลักษณ์ของไต้หวันในฐานะดินแดนที่ก้าวหน้าและโอบรับความหลากหลายจนดึงดูดการท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ+ ได้มหาศาล แต่ยังทำให้คนทำซีรีส์สามารถถ่ายทอดประเด็นสิทธิพลเมือง ไปจนถึงฉากความสัมพันธ์ทางเพศได้อย่างมีศิลปะ เป็นธรรมชาติ และกล้าทะลุขีดจำกัดโดยไม่ต้องคอยพะวงเรื่องการเซนเซอร์จากรัฐ แต่ในขณะเดียวกัน การที่ยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ทำให้ปริมาณการผลิตต่อปีมีน้อยมากเมื่อเทียบกับไทย ประกอบกับการที่ไต้หวันไม่นิยมผูกคู่จิ้นระยะยาว ทำให้มูลค่าเม็ดเงินจากแฟนด้อมยังไม่เท่ากับไทย
นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตคอนเทนต์ BL-GL รายสำคัญในเอเชียอย่างประเทศญี่ปุ่นที่เด่นเรื่องนำมังงะมาสร้างเป็นซีรีส์ที่ลึกซึ้งทางอารมณ์ ที่มีเรื่องดังอย่าง Cherry Magic! หรือ My Beautiful Man แต่จุดอ่อนของญี่ปุ่นคือความเป็น ‘ตลาดปิด’ ที่เน้นเสิร์ฟคนในประเทศเป็นหลัก ทั้งการติดกรอบระบบลิขสิทธิ์ที่เข้มงวด ทำให้การส่งออกคอนเทนต์ไปสู่ระดับสากลยังไม่คล่องตัว ในขณะที่ฝั่งเกาหลีใต้เอง แม้จะเพิ่งลงมาลงสนาม เนื่องสังคมอนุรักษนิยม แต่เกาหลีใต้กลับใช้จุดแข็งของมาตรฐานโปรดักชันระดับ K-Drama โดยอาศัยฐานความนิยมของ เว็บตูน (Webtoon) มาสร้างเป็นซีรีส์สั้นที่ภาพสวย ได้รับความนิยมจากอินเตอร์ ข้อจำกัดของเกาหลีใต้คือเนื้อหายังถูกจำกัดอยู่ในรูปแบบมินิซีรีส์ตอนสั้นๆ และยังไม่สามารถขึ้นไปยืนบนฟรีทีวีหรือช่องหลักได้เหมือนซีรีส์ทั่วไป ประเทศจีน มีความโดดเด่นในเรื่องฉาก คอสตูม พล็อตเรื่องแนวพีเรียดและกำลังภายใน รวมถึงเคมีของนักแสดง และมีเรื่องฮิตอย่าง ‘ปรมาจารย์ลัทธิมาร’ ที่สร้างปรากฎการณ์ไปทั่วเอเชีย แต่มีข้อจำกัดด้านการเซ็นเซอร์ของรัฐ ทำให้ไม่สามารถนำเสนอความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศได้อย่างชัดเจน หรือบางทีผู้สร้างต้องพลิกไปทำแนว ‘มิตรภาพลูกผู้ชาย’ แทน
ในขณะอุตสาหกรรมซีรีส์ความหลากหลายทางเพศของไทยและไต้หวันต่างสะท้อนภาพการเติบโตที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว การมีอยู่ของทั้งสองอุตสาหกรรมทำให้เอเชียกลายเป็นอุตสาหกรรมคอนเทนต์ความหลากหลายที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย