
SHORT CUT
'ศุภชัย เจียรวนนท์' รับรางวัล CEO of the Year 2025 ชูวิสัยทัศน์ดันไทย 'ฮับนวัตกรรมอาเซียน' ชงรัฐอัด 1 แสนล้าน ปั้น 2 แสนสตาร์ตอัปเพร้อมแนะลดเงินสดขยาย GDP
เวทีประกาศรางวัลสุดยอดผู้นำทางธุรกิจประจำปี ซึ่งจัดโดย 'กรุงเทพธุรกิจ' เมื่อค่ำคืนวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
เมื่อ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ผู้คว้ารางวัลอันทรงเกียรติ 'CEO of the Year 2025' ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมและท้าทาย เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สู่การเป็น 'ศูนย์กลางดิจิทัลและนวัตกรรมแห่งอาเซียน'
ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ (Polycrisis) ทั้ง Digital Disruption, ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภาวะโลกเดือด (Climate Change)
ซีอีโอเครือซีพี ได้เสนอ 4 ยุทธศาสตร์หลักเพื่อเป็นเกราะป้องกันและหัวหอกในการรุกตลาดโลก ได้แก่
ไฮไลต์สำคัญที่น่าจับตามองที่สุด คือข้อเสนอเชิงรุกต่อภาครัฐในการสร้าง 'New Engine of Growth' โดยนายศุภชัยแนะให้รัฐจัดสรรงบประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อนำมาบ่มเพาะและสนับสนุน Tech Startup หน้าใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัย
โดยตั้งเป้าสร้าง "นักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่" ให้ได้ถึง 200,000 ทีม ซึ่งหากทำสำเร็จ นี่จะเป็นรากฐานสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมดั้งเดิม สู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง
ในมิติของการเงินการคลัง นายศุภชัยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) อย่างเป็นรูปธรรม
โดยมองว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะดึง 'เศรษฐกิจนอกระบบ' ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลให้เข้ามาอยู่ในระบบฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มฐานภาษีให้กับประเทศแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อตัวเลข GDP ที่จะขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นายศุภชัย ได้กล่าวขอบคุณและแบ่งปันบทเรียนจากประสบการณ์ตรง โดยระบุว่าเส้นทางการเป็น CEO ของเขาเริ่มต้นหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ผ่านพ้นวิกฤติฟองสบู่อินเทอร์เน็ต จนเรียนรู้ว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดของผู้นำ นอกเหนือจากวิสัยทัศน์ ความอุตสาหะ และสติ แล้ว คือ 'ความกล้าหาญ' ที่จะเปลี่ยนแปลงและลุกขึ้นยืนใหม่
ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับ 3 วิกฤติใหญ่ที่โลกกำลังเผชิญ ได้แก่
1. Digital Disruption (เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก)
2. Geopolitics (ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์)
3. Climate Change (ภาวะโลกเดือด)
ซึ่งนายศุภชัยชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่ากังวลว่า เป้าหมายการคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส นั้นยากจะเป็นไปได้ และมีแนวโน้มจะทะลุไปถึง 3 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อทุกภาคส่วน ผู้นำจึงต้องมีความกล้าหาญในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน
ที่มา : bangkokbiznews