
SHORT CUT
GC ถอดรหัสผู้นำความยั่งยืนระดับโลก ผ่านการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านนวัตกรรมและ Circular Economy
เมื่อ 'ความยั่งยืน' ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สะท้อนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว การที่องค์กรจะได้รับการยอมรับจากเวทีระดับโลก จึงไม่ได้วัดกันเพียงเป้าหมายที่ประกาศ แต่รวมถึง 'สิ่งที่ลงมือทำ' และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
กรณีของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนภาพดังกล่าว ผ่านการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำ “นวัตกรรม” มาเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ พร้อมสร้างคุณค่าครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในเครื่องสะท้อนความต่อเนื่องของแนวทางดังกล่าว คือผลการประเมินความยั่งยืนจาก S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) ซึ่ง GC ได้รับการจัดอันดับเป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลก หรือ Top 1% ในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก S&P Global Sustainability Yearbook ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ท่ามกลางการประเมินบริษัทกว่า 9,200 แห่งทั่วโลก
นอกจากนี้ GC ยังได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืนระดับโลก ทั้ง Dow Jones Best-in-Class World Index และ Dow Jones Best-in-Class Emerging Markets Index รวมถึงได้รับการประเมินด้าน Water Security ในระดับสูงสุดจาก CDP และได้รับ SET ESG Ratings ระดับ AAA ในประเทศไทย
ตัวเลขและรางวัลเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายรับรองด้าน ESG แต่สะท้อนถึงการนำแนวคิดความยั่งยืนเข้าไปเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารจัดการทรัพยากร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ
หนึ่งในโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ คือการลดการพึ่งพาทรัพยากรฟอสซิลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ความต้องการผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบทางเลือกกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
GC จึงมุ่งพัฒนาโซลูชันที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการลดผลกระทบ แต่พยายามสร้าง 'มูลค่าใหม่' จากทรัพยากรที่มีอยู่ ผ่านการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานเดิมมาต่อยอด
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) จากน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil) โดย GC สามารถนำโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นเดิมมาปรับใช้กับกระบวนการ Co-processing แทนการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ พร้อมต่อยอดไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนอีกมิติของ Circular Economy ที่ไม่ได้มอง 'ของเสีย' เป็นเพียงสิ่งที่ต้องกำจัด แต่สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกครั้ง
ขณะเดียวกัน GC ยังเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การบริหารจัดการพลังงาน และการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ โดยในช่วงปี 2564-2568 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้มากกว่า 400,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ 'น้ำ' ซึ่ง GC นำนวัตกรรม Wastewater Reverse Osmosis (WWRO) มาใช้บำบัดและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการใช้น้ำจืดจากธรรมชาติได้ถึง 1.8 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
การขับเคลื่อน Circular Economy ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในโรงงาน แต่ยังขยายไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจ พันธมิตร และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน
หนึ่งในโครงการที่เห็นภาพชัดคือ 'GC YOUเทิร์น' แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วครบวงจร ที่เข้ามาเชื่อมโยงตั้งแต่การรวบรวม คัดแยก ขนส่ง ไปจนถึงการนำพลาสติกเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
ปัจจุบัน GC YOUเทิร์น ทำงานร่วมกับพันธมิตรกว่า 140 องค์กรทั่วประเทศ มีจุดรับพลาสติกใช้แล้วมากกว่า 400 จุด และสามารถนำพลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากกว่า 122,000 ตัน
โมเดลนี้สะท้อนว่าการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่สามารถเกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัย “ระบบนิเวศ” ที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทร่วมกัน เช่นเดียวกับตัวอย่างความร่วมมือด้านการจัดการขยะที่ GC เดินหน้าขยายเครือข่ายกับทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนอย่างต่อเนื่อง
การได้รับการยอมรับจาก S&P Global, Dow Jones, CDP รวมถึง SET ESG Ratings อาจเป็นเครื่องสะท้อนความสำเร็จของ GC ในการขับเคลื่อนธุรกิจบนแนวทางความยั่งยืน แต่ในอีกมุมหนึ่ง รางวัลเหล่านี้ยังสะท้อนโจทย์ที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการทำให้ ESG และ Circular Economy สามารถเชื่อมโยงเข้ากับการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจได้จริง
เพราะสำหรับธุรกิจเคมีภัณฑ์ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังหมายถึงการมองหาเทคโนโลยี วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการได้รับการยอมรับในเวทีโลกของ GC จึงอาจไม่ใช่เพียง 'การทำให้ได้ตามเกณฑ์ ESG' แต่คือการนำความแตกต่างทางความคิดมาพัฒนาเป็นนวัตกรรม และเปลี่ยนนวัตกรรมนั้นให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดได้ทั้งต่อธุรกิจ ผู้คน และสิ่งแวดล้อม
ท้ายที่สุดแล้ว 'รางวัล' อาจเป็นเพียงปลายทางที่สะท้อนสิ่งที่องค์กรทำสำเร็จ แต่โจทย์สำคัญกว่าคือการทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างธุรกิจในวันนี้ เพื่อวางรากฐานให้เกิดการเติบโตที่สร้างคุณค่าได้ในระยะยาว