ย้อยรอย ม.44 เครื่องมือนายกฯ ปลดบุคคลในตำแหน่งสำคัญ

การที่นายกรัฐมนตรี ใช้ ม.44 ในการปลด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร จากตำแหน่ง กกต. ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่ามา หัวหน้า คสช. อาศัยอำนาจของมาตรานี้ในการปลดบุคคลสำคัญมาแล้วหลายคน

การสั่งปลดนายสมชัย ศรีสุทธิยากร จากตำแหน่ง กกต.ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจตาม มาตรา 44 (ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557) ของหัวหน้า คสช. แต่ตลอด 4 ปี ของรัฐบาล คสช. ก็มีการใช้ มาตรา 44 ปลดข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจในตำแหน่งสำคัญ ๆ มาแล้วหลายครั้ง

การที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ใช้อำนาจตาม มาตรา 44 สั่งปลด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นบุคคลแรกที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ถูกปลด แต่หากย้อนกลับไปตรวจสอบตั้งแต่ปี 2557 จะพบว่า นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 สั่งปลดบุคคลสำคัญออกจากตำแหน่งอื่น ๆ ในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจมาแล้วหลายตำแหน่ง เช่น

คำสั่ง คสช. ที่ 23/2559 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 16 พฤษภาคม ปี 2559 ที่สั่งให้ นายชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน ) หรือ ผอ.สมศ ระงบการปฎิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

คำสั่ง คสช. ที่ 50/2559 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 18 ต.ค. ปี 2559 สั่งให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมกับรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 4 คน

คำสั่ง คสช. ที่ 10/2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 23 ก.พ. ปี 2560 สั่งให้ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. พร้อมบอร์ด ร.ฟ.ท. บางส่วน และ คำสั่ง คสช. ที่ 12/2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ปี 2560 สั่งให้ นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. พ้นจากตำแหน่ง เป็นต้น

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังใช้มาตรา 44 ในการพักงานข้าราชการหรือโยกย้ายข้าราชการเพื่อให้มีการตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นในหน่วยงานต่างๆ อีกนับร้อยตำแหน่ง ตามข้อเสนอของ ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)