การเมือง

กรธ.แจงยิบที่มา ตั้ง กก.สรรหา ส.ว. ชี้ ไม่อยู่ในเจตนารมณ์แต่แรก 

จากกรณีการเปิดรายชื่อคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ที่เป็นข่าวไปนั้น ทำให้เกิดคำถามตามมาในสังคมอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องประโยชน์ทับซ้อน จากการที่รายชื่อกรรมการสรรหาฯ บางรายได้เป็น ส.ว. ไปเอง รวมถึง พี่น้อง กรรมการสรรหาบางราย ก็ได้เข้ามาเป็น ส.ว. ด้วยนั้น จนมีคำถามโยงไปถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ว่า การที่มีการตั้งคณะกรรมกรสรรหา ส.ว. ออกมาในลักษณะนี้ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างหรือไม่ ขัดกับเจตนา หรือไม่

ล่าสุด สปริงนิวส์ ได้สอบถามไปยัง ศาสตราจารย์ ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ในฐานะ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดย ศ.ชาติชาย กล่าวว่า แต่แรกเริ่มเดิมที่การร่างรัฐธรรมนูญของกรรมการร่างฯนั้น ไม่มีเร่ืองดังกล่าวรวมอยู่แต่อย่างใด คือไม่มีการกล่าวถึงเรื่องการตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. แต่อย่างใดเลย แต่เรื่องเกิดจากคำถามพ่วงที่เปิดโอกาสให้ถามไปตอนทำประชามติ คำถามพ่วงดังกล่าวถามโดย สนช.  เมื่อประชามติกลับมาประชาชนเห็นด้วย กรธ.จึงเขียนเพิ่มเติมไปในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ กรธ.ก็เขียนเพียงแค่ว่า

“ในวาระเริ่มแรก ให้ ส.ว. ประกอบด้วยสมาชิก 250 คน โดยให้ คสช. แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาที่มีความรู้ ประสบการณ์ด้านต่างๆ เป็นกลางทางการเมือง 9-12 คน ทำหน้าที่สรรหาผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่ง ส.ว. จำนวนไม่เกิน 400 คน เพื่อให้ คสช. คัดเลือกให้เหลือ 194 คน และคัดชื่อสำรองอีก 50 คน”

โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของการแต่งตั้งคณะกรรมการเอาไว้แต่อย่างใด ซึ่งหากจะถามว่า รายชื่อกรรมการสรรหา ส.ว. ที่ปรากฎออกมานั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ กรธ. หรือไม่ คงตอบได้ว่า คณะกรรมการสรรหาฯ นี้ ไม่ได้มีอยู่ในเจตนารมณ์ของ กรธ. ตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่เกิดขึ้นมาจาก คำถามพ่วงในการทำประชามติที่ประชาชนเห้นด้วยภายหลังเท่านั้นเอง

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

คณะที่แหล่งข่าวใน กรธ.อีกท่านหนึ่ง กล่าวในทำนองเดียวกันว่าหลังประชามติออกมา กรธ. ไม่ได้เขียนลงรายละเอียดของการตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว.ไว้เลย ซึ่งเขียนไปเพียงว่าให้ คสช.ตั้งคณะกรรมการสรรหาที่มีความรู้ประสบการณ์ด้านต่างๆ เป็นกลางทางการเมือง 9-12 คน ทำหน้าที่สรรหา จึงต้องมองเรื่องนี้ให้แยกออกจากกัน ส่วนกรรมการสรรหาฯที่ตั้งมานั้น จะมีความเหมาะสม ถูกต้อง หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น สังคมน่าจะเห็นได้เองว่าเป็นอย่างไร