การเมือง

แกนนำแดงเปลี่ยนคำให้การ รับสารภาพบุกบ้าน ‘ป๋าเปรม’

ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 09.00 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีชุมนุมล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 หมายเลขดำ อ.3531/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนพรุจหรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 , นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา , นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ , นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7

ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้า หรือผู้มีหน้าที่สั่งการ , ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเลิกไปแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง , 215 , 216 , 297 , 298 ประกอบมาตรา 33 , 83 , 91

กรณีสืบเนื่องจากวันที่ 22ก.ค.50 แกนนำและแนวร่วม นปช. นำขบวนผู้ชุมนุมหลายพันคน จากเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ สนามหลวง ไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เพื่อเรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ ซึ่งนายนพรุจ จำเลยที่1ได้ใช้ ไม้เสาธง ตีประทุษร้ายร่างกาย ร.ต.อ. ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม เป็นเหตุให้กระดูกข้อมือแตกเป็นอันตรายสาหัส

โดยวันนี้ นายนพรุจ อดีตแกนนำพิราบขาวฯ จำเลยที่ 1 , นายวีระกานต์ จำเลยที่ 4 , นายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 5 , นายวิภูแถลง จำเลยที่ 6 , นพ.เหวง จำเลยที่ 7 ทยอยเดินทางมาถึงศาลในเวลา 09.30 น. ซึ่งก่อนเดินขึ้นศาล “นายนพรุจ” อดีตแกนนำพิราบขาวฯ จำเลยที่ 1 และ “นพ.เหวง” จำเลยที่ 7 มีสีหน้าแจ่มใส ได้ชู 2 นิ้วตัว V แสดงเป็นสัญลักษณ์ โดยมีนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ภรรยา นพ.เหวง และอดีตประธาน นปช. , นายประภัสร์ จงสงวน อดีตกรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ รวมทั้งญาติและบุคคลใกล้ชิด มาให้กำลังใจราว 40 คน

ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. หนึ่งในจำเลยคดีนี้ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าห้องพิจารณา ว่า จากที่ประสานงานทราบว่าจำเลยมาฟังคำพิพากษากันครบทุกคน คดีนี้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ จำเลยและทีมทนายความทำอย่างดีที่สุด ส่วนคำพิพากษาออกมาอย่างไรพร้อมน้อมรับ ไม่กังวลใจเพราะสิ่งที่เคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมาเพื่อให้ประเทศไทยปกครองอย่างประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ประมุข ไม่ได้ประสงค์ให้เกิดความรุนแรงหรือเสียหายกับบุคคลสถานที่หรือองค์กรใดๆทั้งสิ้น มีความบริสุทธิ์ใจและเข้าสู่การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมตามที่ถูกกล่าวหา

เมื่อถามว่ากังวลใจหรือไม่หากติดคุกอาจจะกระทบอนาคตทางการเมือง นายณัฐวุฒิ”บอกว่า กังวลกับอนาคตของประเทศมากกว่า ที่เราอยู่กันโดยไร้ซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง อยู่ในสภาพที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องกังวลร่วมกัน อนาคตการเมืองของตัวเองเป็นเรื่องเล็ก ไม่ว่าเราจะอยู่บนเวทีการเมืองหรือไม่ ก็จะมีผู้ร่วมอุดมการณ์คนใหม่ๆปรากฏตัวมาทำหน้าที่แสดงศักยภาพให้ทุกคนได้เห็นว่า ประชาชนที่รักประชาธิปไตยไม่ได้ผูกขาดคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ขณะที่เมื่อถึงเวลานัด ศาลอาญาแจ้งว่า ก่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ นายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูเเถลง และนายแพทย์เหวง จำเลยที่ 4-7 ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่เคยปฏิเสธความผิด และขอต่อสู้คดี เป็นได้ยื่นคำให้การใหม่ ขอให้การรับสารภาพไม่ต่อสู้คดี ซึ่งศาลอาญาพิจารณาแล้ว ให้งดอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีไว้ก่อนและเห็นควรส่งคำร้องของจำเลยที่ 4-7 และคำพิพากษาศาลฎีกา คืนให้ศาลฎีกาพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป (ยังไม่กำหนดนัดฟังคำพิพากษาใหม่)

ภายหลัง นายณัฐวุฒิ แกนนำ นปช. กล่าวว่า คดีนี้พวกตนจำเลยที่ 4-7 คน ยกเว้นเพียงนายนพรุจ จำเลยที่ 1  ซึ่งเคยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาจนถึงชั้นศาลฎีกาก็ได้ปรึกษาหารือกันแล้วกับจำเลยทุกคนและทีมทนายความเห็นว่า เราจะกลับคำให้การเป็นรับสารภาพในชั้นฎีกา โดยวันนี้ศาลชั้นต้นซึ่งนัดจำเลยทุกคนมาฟังคำพิพากษา จึงได้ส่งสำนวนคดีประกอบกับคำร้องกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ ไปยังศาลฎีกาเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป หลังจากนี้เป็นดุลยพินิจของศาลฎีกาที่พิจารณาว่าจะมีคำพิพากษาอย่างไรและจะนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง

“การยื่นคำร้องกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ ได้ดำเนินการเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยจำเลย 4 คน คือ ผม นายวีระกานต์ นายวิภูแถลงและนพ.เหวง เห็นตรงกันว่า เราจะให้การรับสารภาพ ส่วนนายนพรุจยืนยันที่จะต่อสู้ไปตามกระบวนการเดิม เนื่องจากเห็นว่ามีประเด็นเรื่องใบรับรองแพทย์ ซึ่งใช้เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการตัดสินคดี ปรากฏว่าพบพิรุธว่าจะเป็นใบรับรองแพทย์ที่ตรงตามข้อเท็จจริงหรือไม่ ในการใช้ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญในคำร้องกลับคำให้การ คือ พวกผมได้กราบเรียนต่อศาลว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ นปช.ตลอดเวลาที่ผ่านมา เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ต่อต้านการรัฐประหารเพื่อให้ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเราไม่เคยประสงค์ให้เกิดความรุนแรงเสียหายกับบุคคล องค์กร สถานที่หรือสถาบันใดๆ ในวันเกิดเหตุพวกผมเพียงต้องการเดินทางไปชุมนุมปราศรัยที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ แล้วก็จะเดินทางกลับตามเวลาที่ได้ตกลงกันไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งนำมาสู่การบาดเจ็บทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็รู้สึกเสียใจแล้วก็ได้แถลงในคำร้องว่าพวกผมได้สำนึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีความขัดแย้งเป็นการส่วนบุคคลกับพล.อ.เปรม แต่อย่างใด นอกจากนี้ท้ายคำร้องยังกราบเรียนต่อศาลว่า เมื่อพวกกระผมได้เสียใจและสำนึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น ก็ขอความเมตตาจากศาลได้พิจารณาลงโทษสถานเบา หากโทษนั้นยังคงเป็นการตัดสินจำคุกอยู่ ขอศาลได้โปรดพิจารณารอการลงโทษให้กับจำเลยด้วย

ด้าน นายนพรุจ ได้กล่าวถึงเหตุผลที่ยืนยันให้การปฏิเสธ เพราะว่า หลักฐานที่อัยการยื่นประกอบสำนวนคดีประมาณ 46-47 ลัง ไม่มีการนำสืบ รวมถึงใบรับรองแพทย์ 2 ใบ ในวันเกิดเหตุการณ์ตนถูกกล่าวหาว่ากระโดดลงจากหลังคารถยนต์ไปทับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวเสียหลักหกล้มมาทับมือตัวเอง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ใบรับรองแพทย์ไม่มีการสืบในศาลชั้นต้น ซึ่งเหตุนี้ทำให้ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้เพราะตนให้ความร่วมมือ ตนมีประเด็นข้อต่อสู้ ถ้าตนจะติดคุกก็ไม่เป็นไร พร้อมใช้กรรมเก่าจากอดีตชาติ น้อมรับคำพิพากษา เตรียมกระเป๋าเสื้อผ้ามาไว้ไปเป็นจิตอาสาในเรือนจำ ตนมีความจงรักภักดีสูงสุด เดินได้ทุกม็อบ เลิกแล้วเรื่องความแตกแยก ตนขอขมา พล.อ.เปรม ด้วยใจจริงตอนท่านมีชีวิตอยู่แล้ว และทำบุญให้ท่านทุกวันพระ ส่วนที่ทั้ง 4 คนถอนคำให้การนั้นตนก็ทราบ แต่ไม่ได้ใส่ใจ ส่วนตัวยังยืนยันให้การปฏิเสธ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีชุมนุมล้อมบ้านสี่เสานั้น ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาวันที่ 16 ก.ย.58 ให้จำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฯ ส่วนนายวีระกานต์ , นายณัฐวุฒิ , นายวิภูแถลง , นพ.เหวง 4 แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7คนละ 4 ปี 4 เดือน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานฯ และให้ยกฟ้อง นายวีระศักดิ์ กับ นายวันชัย จำเลยที่ 2-3

ต่อมา นายนพรุจ อดีตแกนนำพิราบขาว จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ ต่อสู้ว่าไม่อยู่ในวันที่เกิดเหตุ ส่วน 4 แกนนำ นปช จำเลยที่ 4 -7ยื่นอุทธรณ์ ต่อสู้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียงกรรมเดียวและเป็นการกระทำลักษณะจำเลยเพื่อปกป้องการถูกคุกคาม ซึ่งเป็นข้อยกเว้นในการลงโทษ ส่วน นายวีระศักดิ์ กับนายวันชัย จำเลยที่ 2-3 ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องนั้น อัยการโจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ คดีจึงยุติไป

ขณะที่คดีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 9 ม.ค.60 เห็นว่า ที่ 4แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7อุทธรณ์ต่อสู้ว่าการกระทำเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ฟังขึ้นบางส่วน เนื่องจากการชุมนุมของจำเลยมีเจตนาเดียวเพื่อให้เกิดความวุ่นวาย และความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานนั้น ก็รับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ตัวการร่วม

ศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษาแก้เป็นว่า 4แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 1 ปี และมีความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยเป็นหัวหน้าสั่งการ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215 วรรคหนึ่งและวรรคสาม , มาตรา 216 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม ให้จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4-7คนละ 2 ปี 8 เดือน ส่วนของ นายนพรุจ อดีตแกนนำพิราบขาว จำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน

โดยจำเลยทั้ง 5 คน ได้ยื่นฎีกาสู้คดี และยื่นประกันตัวระหว่างฎีกา ซึ่งศาลอนุญาตให้ประกันตัวคนละ 500,000บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขเดิม คือห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาต

ขณะที่ส่วนคดีซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ยื่นฟ้อง นายจตุพร ประธาน นปช. และนายศราวุธ หลงเส็ง ผู้ร่วมชุมนุม เป็นจำเลยที่ 1-2 ในคดีหมายเลขดำ อ.2799/2557 เมื่อวันที่ 29 ส.ค.57 ในความผิดฐานเดียวกันจากเหตุการณ์เดียวกันนั้น ทั้งสองให้การปฏิเสธ ซึ่งปัจจุบันคดีดังกล่าว ศาลอาญามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เพื่อรอฟังผลคำพิพากษาคดีถึงที่สุดสำนวนแรก เพื่อมาประกอบการพิจารณาตามที่จำเลยร้องขอ โดยการยื่นฟ้องที่แยกสำนวนของนายจตุพรนั้นได้เกิดขึ้นหลังจากที่นายจตุพร พ้นจากเอกสิทธิ์คุ้มครองของความเป็น ส.ส.แล้ว ขณะที่ระหว่างนั้นคดีสำนวนแรกสืบพยานไปเกือบเสร็จสิ้นแล้ว และอัยการโจทก์รอตัวผู้ต้องหาจะฟ้องเพิ่มอีก จึงไม่ได้รวมพิจารณาคดีไปพร้อมกันกับสำนวนแรกกลุ่มนายวีระกานต์

อย่างไรก็ดี สำหรับคดีนี้ มีผู้ต้องหาที่อัยการสั่งฟ้องทั้งหมด 15 ราย โดยอัยการยื่นฟ้องนายวีระกานต์ อดีตประธาน นปช. , นายณัฐวุฒิ , นายวิภูแถลง , นพ.เหวง 4 แกนนำ นปช. กับพวกซึ่งเป็นผู้ชุมนุม รวม 7 คนไปก่อน ซึ่งยังมีผู้ต้องหาอีก 4 ราย ที่อัยการรอตัวยื่นฟ้อง ประกอบด้วย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย , นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ , นายบรรธง สมคำ และ ม.ล.วีระยุทธ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา หรือนายวิชิต เพียโคตร

ส่วน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ต้องหาร่วมได้เสียชีวิตแล้ว และนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาร่วมอีกรายขณะนี้ได้หลบหนีไปต่างประเทศจึงยังไม่ได้ดำเนินคดี