การเมือง

“วิษณุ” ชี้ รมต. ที่เป็น ส.ส. โหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ได้ ย้ำหากร่างงบประมาณไม่ผ่าน รัฐบาลต้องลาออก-ยุบสภา

วันที่ (9 ต.ค. 62) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. สามารถ ลงมติในร่างพ.ร.บ.ประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ได้ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ควรลงมติกรณีอภิปรายไม่ไว้วางใจตนเอง หากเป็นเรื่องของกฎหมายสำคัญ หรือ เป็นเรื่องส่วนรวม ไม่มีส่วนได้เสียส่วนตัว สามารถลงมติได้ ในฐานะ ส.ส.

โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ขอให้รัฐมนตรีที่เป็นส.ส. ได้เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากการ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเป็นเรื่องที่สำคัญ เกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง

หากฝ่ายค้านสอบถามมายังกระทรวงใดก็สามารถที่จะตอบได้ทันที โดยเฉพาะในวาระที่หนึ่ง และนายกรัฐมนตรียังได้กำชับเรื่องสัดส่วนคณะกรรมาธิการรัฐมนตรี 15 คน ที่จะต้องพิจารณาในชั้นแปรญัตติ ขอให้ผู้แทนรัฐบาลทั้ง 15 คนนี้ ต้องเป็นคนที่มีเวลาว่าง เพราะนั่งอยู่ตลอดการประชุม เนื่องจากการพิจารณาจะเป็นไปทีละมาตรา

และยืนยันว่า คณะกรรมาธิการทั้ง 15 คนไม่ได้ไปนั่งแบบโก้ๆหรือแค่เป็นเกียรติให้กับตนเอง เพราะเป็นการพิจารณากฎหมายที่ยาวนานที่สุด จึงขอให้เลือกคนที่มีเวลาเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ในส่วนของคณะรัฐมนตรีคัดเลือกคณะกรรมาธิการได้เพียง 3 คนเท่านั้น ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และปลัดกระทรวงการคลัง เพราะมีหน้าที่เกี่ยวข้อง

ส่วนอีก 12 คนจะให้แต่ละพรรคไปพิจารณาและเสนอกลับมายังรัฐบาล ส่วนจะกำหนดวันพิจารณาร่าง ราชบัญญัติงบประมาณในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรกี่วัน วิปทั้งสองฝ่ายจะต้องพิจารณาร่วมกัน

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

แต่หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณไม่ผ่านรัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไรนั้น ต้องว่าตามหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามระบบรัฐสภา กำหนดไว้แล้วว่า สิ่งไหนที่แสดงว่าสภา เสียงข้างมากไม่ไว้วางใจรัฐบาล รัฐบาลนั้นก็ไม่พึงที่จะอยู่ต่อไป การไม่ไว้วางใจนั้น แสดงออกได้ 2 อย่าง กล่าวคือ ไม่ไว้วางใจโดยเปิดเผย และไม่ไว้วางใจโดยปริยาย ซึ่งแสดงออกด้วยการรัฐบาลเสนอข้อกฎหมายสำคัญแล้วสภาไม่ผ่าน ก็ถือว่าเป็นไม่ให้อำนาจรัฐไปบริหารประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่ควรจะอยู่ต่อ ซึ่งวิธีที่รัฐบาลจะไม่อยู่ต่อคือการลาออกและยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการเมืองไทยก็ปฏิบัติเช่นนั้นมาก่อน