'เพื่อไทย' ท้วงรัฐบาลกู้เงินแนะต้องใช้ให้คุ้มหากคิดเอามาสู้ โควิด 19

15 เม.ย. 2563 เวลา 2:27 น.

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

เมื่อวันที่ 14 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อแก้ไขปัญหาอันเกิดจากสถานการณ์โควิด-19 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ว่า พท.ในฐานะพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขอทำหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนในการเสนอความคิดเห็นเพื่อให้เกิดความรอบคอบในการใช้เงิน และความพึงพอใจของพี่น้องประชาชนในการใช้เงินดังกล่าว โดยแยกเป็น 4 ส่วน ดังนี้

 

1.การได้มาซึ่งเงิน

 

1.1 เงินในส่วนมาตรการการคลัง ที่ต้องใช้สูงถึง 1.0 ล้านล้านบาทนั้น แทนที่รัฐบาลจะมีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 ให้เป็นรูปธรรมได้เท่าใด กลับเลือกวิธีการที่ง่ายและขาดรายละเอียดแทน อันจะเป็นการสร้างภาระให้กับประเทศชาติและลูกหลานไทยในอนาคตมากที่สุด พรรค พท.เคยเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงงบประมาณที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 โดยตัดทอนหรือเลื่อนการใช้จ่ายเงินออกไปก่อน เป็นจำนวน 10%-15% น่าจะได้เงินกลับคืนมาเกือบ 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องโควิด-19 ได้ก่อน อันจะทำให้วงเงินที่จะต้องกู้ในส่วนนี้เหลือเพียง 5 แสนล้านบาทเท่านั้น พรรค พท.ขอยืนยันว่า จะให้ความร่วมมือในการสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ หากมีความประสงค์จะใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรปรับปรุงงบประมาณแผ่นดินด้วยการตรา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือการโอนงบประมาณ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเมื่อประเทศกลับเข้าสู่สภาวะปกติเมื่อใด หากงบประมาณที่ถูกตัดไปในครั้งนี้ยังมีความจำเป็นต้องใช้ พรรค พท.ก็พร้อมให้การสนับสนุนเช่นเดียวกัน

1.2 เงินในส่วนมาตรการการเงิน 9 แสนล้านบาท ถึงแม้จะเป็นนโยบายทางการเงิน แต่หากมีการกำกับดูแลหละหลวมจนเกิดความเสียหายเกินความสามารถของธนาคารแห่งประเทศไทย ภาระในความรับผิดชอบดังกล่าวก็จะตกกับประชาชนทั้งประเทศ ดังเช่นที่เคยเกิดกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมาแล้ว รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยจึงควรดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ตลอดจนมีการกำกับดูแลการใช้เงินดังกล่าวให้รัดกุม ทั่วถึง และเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการทั้งหมด

 

​แถลงการณ์ระบุอีกว่า

 

2.การใช้งบประมาณ พรรค พท.มีความเห็นเกี่ยวกับการใช้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ดังนี้

 

2.1 รัฐบาลควรดูแลพี่น้องประชาชนที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยา รายละ 5,000 บาท อย่างครอบคลุมและทั่วถึง ซึ่งต้องรวมถึงพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งจากโรคระบาดและภัยแล้งเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

 

2.2 รัฐบาลต้องจัดสรรเงินอย่างเพียงพอและทั่วถึงเพื่อจัดหาเครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์และการสาธารณสุข เพื่อหยุดการแพร่ระบาด การรักษาผู้เจ็บป่วย และการป้องกันทั้งประชาชนและบุคลากรทางด้านสาธารณสุขจากเชื้อไวรัสดังกล่าว โดยไม่ปล่อยให้ขาดแคลนอุปกรณ์ หรือมีการกักตุน โก่งราคาสินค้า ดังเช่นที่เกิดขึ้นตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

2.3 รัฐบาลต้องใช้งบประมาณแผ่นดินและเงินที่จะกู้เพื่อแปลงวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการ โดยสนับสนุนสินเชื่อหรือยกเว้นภาษีเกี่ยวกับการนำเข้าเพื่อลงทุนเกี่ยวกับเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือเครื่องใช้ที่ปลอดภัยจากไวรัส เช่น เครื่องปรับอากาศ ฆ่าเชื้อ เป็นต้น รวมทั้งการจัดอบรมบุคลากรที่อยู่ในอุตสาหกรรมบริการให้มีมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุข เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่มีทั้งสถานที่และการบริการที่ปลอดภัยจากไวรัส ทำให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศในอนาคตมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

 

2.4 การช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมากกว่าร้อยละ 90 ไม่ได้เป็นนิติบุคคล ดังนั้น ส่วนใหญ่จึงไม่อยู่ในระบบการกู้ยืมเงินผ่านธนาคารต่างๆ ตามปกติ รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการช่วยเหลือ และแนวทางการฟื้นฟูที่แตกต่างจากกรณีปกติธรรมดา โดยมีรายละเอียดดังนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีรายได้มากกว่า 25 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ควรเน้นไปที่มาตรการด้านภาษี ความสะดวกหรือสิทธิพิเศษในการส่งออกหรือนำเข้า และการตลาด ที่มีรายได้ระหว่าง 1-25 ล้านบาทต่อปี ควรเน้นเรื่องสิทธิพิเศษ มาตรการทางภาษี แหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำและการตลาด ที่มีรายได้ระหว่าง 1 แสน-1 ล้านบาทต่อปี ควรเน้นที่แหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เข้าถึงง่ายและการตลาดเป็นสำคัญ การเยียวยาและฟื้นฟู SMEs ที่จะมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นรัฐบาลควรมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการด้วยการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด จัดระเบียบ ลำดับความสำคัญ และพิจารณาลักษณะของธุรกิจว่าเป็นเช่นใด โดยสามารถใช้งบประมาณของผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวน 20 ล้านบาทไปพลางก่อนได้ทันที และ

 

2.5 ในส่วน พ.ร.ก.ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลเสถียรภาพภาคการเงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยจัดตั้งกองทุนรวมเสริมสภาพคล่องตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond Liquidity Stabilization Fund : BSF) เพื่อซื้อตราสารหนี้เอกชนคุณภาพที่ดีครบกำหนดชำระในช่วงปี พ.ศ.2563-2564 นั้น พรรค พท.เห็นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นธนาคารของธนาคารพาณิชย์ จึงไม่ควรเป็นผู้ให้กู้โดยตรงกับภาคเอกชน ทั้งนี้ เพื่อรักษาหลักการของการเป็นธนาคารกลางของประเทศที่มีความน่าเชื่อถือไว้ จึงควรให้รัฐบาล บริษัท และธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันศึกษาปัญหาตราสารหนี้ทั้งระบบให้ได้ราคาตราสารหนี้ที่ถูกต้องเป็นจริง ให้ธนาคารพาณิชย์รับซื้อแล้วจึงนำมาเป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินจำนวนนี้ต่อธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะผู้ให้กู้รายสุดท้าย หากธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปดำเนินการเสียเองตั้งแต่ต้นก็อาจจะถูกกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนบางราย หรือเลือกปฏิบัติได้ อันจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ และต่อธนาคารแห่งประเทศไทย

 

​แถลงการณ์ระบุอีกว่า

 

3.รัฐบาลต้องเร่งประกาศยุทธศาสตร์ เร่งทำแผนโครงการการใช้เงินให้มีความรอบคอบ และรัดกุมเพื่อให้การใช้งบเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยจะต้องเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ดูแลธุรกิจซึ่งรวมถึงภาคการเกษตรที่มีอนาคตและเกี่ยวข้องกับการจ้างงานเพื่อไม่ให้เกิดการเลิกจ้าง การพักชำระหนี้ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้มีการลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลกภายหลังวิกฤตโควิด-19

 

​รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการที่ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพื่อตรวจสอบแนวทางการใช้เงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากนั้นต้องรายงานการใช้เงินให้สภาผู้แทนราษฎรทราบเพื่อการตรวจสอบทุก 3 เดือน รวมถึงการกำหนดแนวทางหรือมาตรการ และระยะเวลาที่จะชำระคืนเงินกู้จนครบถ้วน

 

​แถลงการณ์ระบุว่า 4.รัฐบาลควรผ่อนคลายมาตรการเพื่อให้ประชาชนได้กลับมามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และชีวิตประจำวันตามปกติโดยเร็วที่สุด ด้วยการจัดลำดับความสำคัญให้ผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ประสงค์จะดำเนินกิจการได้รับการตรวจเพื่อให้เป็นผู้ปลอดเชื้อ รวมทั้งมีอุปกรณ์และมาตรการป้องกันผู้มาใช้บริการเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกันอย่างปลอดภัย โดยระยะแรกของการผ่อนปรน รัฐบาลจะต้องทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่า หากเกิดการป่วยด้วยไวรัสดังกล่าว รัฐบาลจะสามารถดูแลรักษาได้ทั่วถึง ทั้งนี้ เนื่องจากการกู้เงินและใช้จ่ายเงินกู้จำนวน 1.0 ล้านล้านบาทนั้น ถือเป็นการจ่ายเงินแผ่นดินซึ่งจะกระทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 140 พรรค พท.จึงขอให้รัฐบาลดำเนินการในเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

 

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

 

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

 

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

 

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

 

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด