การเมือง

เพื่อไทย ยังแข็งขันค้านต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชี้รัฐบาลไร้ยุทธศาสตร์

เลขาพรรคเพื่อไทย สับรัฐบาลเละต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ห่วงปากท้องประชาชน ทำนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น สนใจแต่ความมั่นคงของรัฐบาล

เลขาพรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ กล่าววันนี้ว่า ตอนนี้ทุกฝ่ายเริ่มมีการถามหายุทธศาสตร์การใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท หรืองบประมาณที่โอนมาจากงบปี 2563 ของรัฐบาล ว่าจะมีการจัดลำดับความสำคัญ และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาก่อนหลังอย่างไร เช่นการฟื้นฟูการท่องเที่ยวภายในประเทศ การช่วยเหลือ SMEs ขั้นตอนช่วยเหลือคนว่างงาน หรือหากต้องทำพร้อมกัน จะจัดน้ำหนักงบประมาณอย่างไรให้สำเร็จ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่เคยมีการชี้แจงอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

ทั้งนี้การที่รัฐบาลให้แต่ละหน่วยงานเสนอโครงการเข้าไปว่าใครจะทำอะไร ในลักษณะต่างคนต่างทำนั้น เป็นการทำงานโดยมองไม่เห็นยุทธศาสตร์ภาพรวมเสี่ยงกับการอนุมัติงบแบบไร้ประสิทธิภาพสุดท้ายการใช้เงินกู้จำนวนมหาศาลเหล่านี้อาจไม่ตอบโจทก์การฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะงบประมาณ 4 แสนล้านบาทที่กำลังอยู่ในคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีกระแสข่าวลือมาว่ามีรายการประเภท คุณขอมา เป็นจำนวนมากร รวมทั้งโครงการเก่านำมาปัดฝุ่นเสนอใหม่อีกด้วย

อีกทั้ง นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่ได้มีการกำหนดทิศทาง แผนงาน หรือมาตรการการใช้งบประมาณที่ชัดเจนให้ทราบเลย ส่วนรัฐบาลก็มัวยุ่งกับปัญหาภายในของตัวเอง หนำซ้ำทีมเศรษฐกิจก็ขาดเอกภาพเพราะไม่รู้จะรับฟังใครดี ที่ผ่านมาจึงเกิดการแก้ปัญหาแบบสะเปะสะปะไร้ยุทธศาสตร์

เลขาพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้มีคนตกงานหลายล้านคน ที่ยังรอฟังความชัดเจนจากรัฐบาลว่า จะมีนโยบายหรือมาตรการใดออกมาฟื้นฟูเยียวยาพวกเขา หลังจากผ่านการได้รับเงินเยียวยา 3 เดือนแล้วจากนี้ไปกลุ่มคนเหล่านี้จะทำมาหากินอย่างไรต่อ โรงงาน หรือที่ทำงานที่ต้องปิดตัวไปยังมีโอกาสกลับมาเปิดดำเนินกิจการอีกหรือไม่

รวมถึงการที่ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อออกไปอีก ทั้งที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อในประเทศแล้วตามที่รายงานออกา แสดงว่ารัฐบาลไม่สนใจเสียงเรียกร้องปากท้องบของประชาชนแต่อย่างใด และตราบใดที่ยังมีการใช้กฎหมายพิเศษต่อเนื่องแบบนี้ ไม่มีวันที่นักลงทุนจะเชื่อมั่น ทำให้ไร้การจ้างงานใหม่ คนตกงานจะตกงานต่อเนื่องไปเหมือนเดิม การที่รัฐบาลยังเดินหน้าใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปแสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลือกความมั่นคงของรัฐบาลมากกว่าการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน