
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
การเลือกตั้งทั่วไปของเยอรมนีจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 กันยายนที่จะถึงนี้ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีนัยยะสำคัญอย่างไร และมีนโยบายหรือท่าทีด้านใดที่เราต้องจับตา
แม้จะดูไม่หวือหวาหรือมีอะไรพลิกโผให้คอยลุ้นเหมือนการเลือกตั้งของประเทศอื่นๆ ในช่วงรอบปีที่ผ่านมา แต่การเลือกตั้งเยอรมนีรอบนี้ก็ไม่ได้มีนัยยะของความสำคัญน้อยไปกว่ากันเท่าไหร่นัก
ประการแรก สิ่งที่ชาวโลกต่างเฝ้าจับตา ก็คือกระแสการเมืองแบบประชานิยม แนวคิดแบบเอียงขวา และกระแสชาตินิยม จะยังได้รับความนิยมอยู่หรือไม่ หลังจากสร้างปรากฎการณ์เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลกในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผลการลงประชามติเบร็กซิทเมื่อปีที่แล้ว
แม้พรรคการเมืองของ นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และมาร์ติน ชูลซ์ คู่แข่งคนสำคัญจะไม่ได้เป็นพรรคแนวประชานิยม แต่ปัญหาผู้อพยพที่จุดกระแสแนวคิดรักชาติ อาจทำให้ครั้งนี้กลายเป็นครั้งแรกที่พรรคขวาจัดอย่าง AfD ได้เข้ามานั่งในรัฐสภาเยอรมันแรก คล้ายคลึงกับในการเลือกตั้งฝรั่งเศสเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ที่พรรคขวาจัดได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น
ประการต่อมาก็คือ การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผลต่อการเจรจาเบร็กซิทอย่างแน่นอน เพราะเยอรมนีเป็นผู้เล่นตัวสำคัญในยุโรป มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเข้มแข็งที่สุดในกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียู และมีอำนาจในการเจรจาเบร็กซิท อย่างไรก็ตาม แมร์เคิลและชูลซ์ดูมีแนวโน้มที่จะใช้ไม้แข็งกับอังกฤษทั้งคู่
และสำหรับในเวทีโลก ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร ก็น่าจะมีผลกระทบกับความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ แน่นอน เพราะทั้งแมร์เคิลและชูลซ์ดูจะไม่ใช่แฟนตัวยงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เอาเสียเลย ถ้าอย่างนั้นแล้วต้องดูว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีประเด็นอะไรที่เราควรจับตาบ้าง
แน่นอนว่าเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องปัญหาผู้อพยพที่เป็นประเด็นใหญ่มาตั้งแต่ปี 2015 เมื่อ แมร์เคิล ตัดสินใจเปิดรั้วต้อนรับผู้อพยพครั้งใหญ่ รอบนี้เราจึงต้องคอยดูท่าทีนโยบายการจำกัดจำนวนผู้อพยพ การส่งตัวกลับ การปรับตัว รวมถึงการควบคุมชายแดน
ปัญหาโลกร้อน ปัญหาภัยธรรมชาติ มักเป็นประเด็นใหญ่ในการเลือกตั้งเยอรมนีเสมอ ยิ่งทรัมป์ถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสไป ยิ่งกลายมาเป็นประเด็นร้อนในการเลือกตั้งรอบนี้ รวมทั้งที่ผ่านมา แม้แมร์เคิลจะพยายามต่อสู้กับปัญหานี้อย่างหนัก แต่อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับไม่ลดลงมากเท่าไหร่ในช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา
ปัญหาเรื่องความเท่าเทียมในสังคม เยอรมนีเป็นประเทศที่มีระบบประกันสังคมที่ดี จีดีพีโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอัตราการว่างงานจะลดลงมาต่ำสุดในปีนี้ แต่อัตราความยากจนกลับพุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นสถิติใหม่ ทำให้ชูลซ์หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในการหาเสียง
ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องความมั่นคงและการก่อการร้าย เยอรมนีต้องเผชิญกับการโจมตีจากกลุ่มก่อการร้ายหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงเหตุสะเทือนขวัญที่ผู้ก่อการร้ายโจมตีตลาดคริสมาสด้วยรถบรรทุก คร่าชาวเมือง 12 คนในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทำให้ผู้สมัครตัวเต็งทั้งสองต่างให้สัญญาว่า พวกเขาจะสร้างความมั่นคงให้กองทัพเยอรมนี และจะจ้างตำรวจเพิ่มขึ้น