รายงานพิเศษ

เปิดร่างกฎหมาย! 4 ชั่วโคตร แก้ปัญหาคอร์รัปชัน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา สนช.มีมติ 150 ต่อ 0 เสียง เห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการทำผิดเกี่ยวกับการขัดระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือ กฎหมาย 4 ชั่วโคตร วันนี้จะพาไปรู้จักกับกฎหมายฉบับนี้

หนึ่งในความเห็นของ นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันระบุว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เคยบอกเอาไว้ว่า จะออกกฎหมายในการปราบปรามการทุจริต 3 เรื่องเป็นของขวัญแก่ประชาชน ประกอบด้วย

1.พระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559

2. ร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืนจากการทุจริต ที่ถูกโกงไปและยักย้ายไปต่างประเทศ หรือซุกซ่อนตามที่ต่างๆเพื่อให้ตามคืนมาได้

3.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม

จากวันนั้นถึงวันนี้ทำได้แค่ฉบับเดียว คือ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่ล่าสุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ในวาระแรกแล้ว

โดยร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ถือเป็นยาแรงที่รัฐบาลพยายามป้องกันการทุจริต ทั้งระดับข้าราชการ นักการเมือง และเอกชนที่ร่วมงานกับรัฐ จุดเด่นที่สำคัญคือ ยังตรวจสอบไปจนถึงเครือญาติ 4 ลำดับ

ส่วนบทลงโทษหากกระทำการที่ขัดผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้รับโทษเป็น 2 เท่า ของที่กำหนดไว้ ซึ่งนอกจาก เจ้าหน้าที่รัฐหรือเครือญาติจะได้รับโทษหากกระทำผิดแล้ว บุคคลที่ได้รับประโยชน์ยังต้องรับโทษด้วยครึ่งหนึ่งของผู้ที่กระทำผิด

นอกจากนี้ยังกำหนดไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด แม้ว่าจะมอบให้เป็นการส่วนตัวก็ตาม เว้นแต่เป็นสิ่งที่ได้รับตามกฎหมาย หรือประเพณีนิยม ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด หากกระทำผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รวมทั้งยังกำหนดไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งพ้นตำแหน่งในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี ดำรงตำแหน่ง หรือรับเงินเป็นพิเศษในธุรกิจเอกชนที่เคยอยู่ในกำกับดูแลเมื่อเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หากกระทำผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงกำหนดไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งพ้นจากตำแหน่ง เปิดเผยความลับทางราชการขณะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ หากกระทำผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ยังให้ความกังวลว่าร่างกฎหมายดังกล่าวอาจจะถูกเตะถ่วง เพราะในปี 2549-2551 ร่างกฎหมายลักษณะนี้ ผ่านสภา 3 วาระแล้ว แต่สุดท้ายกลับถูกตีตกไป ทำให้เห็นว่าความพยายามตลอด 2 ปีกลับสูญเปล่า ทำให้ต้องจับดูว่าเมื่อถึงการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะเกิดแรงต้านมากน้อยแค่ไหน