ขนส่ง-ตร. เข้ม!!! ไม่ยึดใบขี่ เบี้ยวค่าปรับต่อภาษียาก มีตัดแต้มพักใช้ใบขับขี่ เริ่ม 20 ก.ย.

19 ก.ย. 2562 เวลา 3:18 น.

อบรมจราจรทั่วประเทศ-จับใบสั่งไม่ยึดใบขับขี่ ถ้าเบี้ยวต่อภาษียาก จ่ายค่าปรับที่ขนส่งได้เลย เผยมีตัดแต้ม หากครบ12แต้มพักใช้ใบขับขี่90วัน

วันนี้(19ก.ย.) พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. มีบันทึกข้อความถึง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, ผู้บัญชาการตำรวจภูธร 1–9 และผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เรื่องกำชับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ก.ย.62 โดยสรุปสาระสำคัญคือเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถเรียกตรวจใบอนุญาตขับขี่แต่ไม่มีอำนาจในการเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่ อีกต่อไป กรณีไม่พบผู้ขับขี่ให้ส่งใบสั่ง และไม่สามารถติด ผูกหรือแสดงใบสั่งไว้ที่รถได้ให้ส่งใบสั่งพร้อมด้วยพยานหลักฐานทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเพื่อให้ชำระค่าปรับ

ส่วนผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวและต้องแสดงต่อเจ้าพนักงานจราจรเมื่อขอตรวจ โดยอนุญาติให้ 3 รูปแบบ คือ ใบอนุญาตขับขี่ตัวจริงแบบเดิม ใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือใบขับขี่ดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน DLT QR LICENCE และสำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตขับขี่ตามแบบฟอร์มที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น.ผู้รับผิดชอบงานด้านจราจร บอกว่า หลังจากกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีบันทึกแจ้งเวียนไปยังทุกหน่วยงานสังกัด เพื่อศึกษารายละเอียดข้อกฎหมายเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้

โดยเฉพาะตามหลักการของกฎหมายใหม่ที่ระบุว่า ตำรวจจราจรไม่มีอำนาจยึดใบอนุญาตขับขี่ได้อีกต่อไป เชื่อว่าตำรวจจราจรทราบกันดีแล้ว และเพื่อไม่เกิดปัญหาระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดโครงการฝึกอบรมตำรวจจราจรทั่วประเทศ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 ในส่วนของ บช.น. ได้ส่งตำรวจจราจรเข้าร่วมการฝึกอบรม 2 ชุด ชุดแรก ตำรวจจราจร สังกัด บก.จร. ชุดที่ 2 ตำรวจจราจร บก.น.1-9 หลังจากอบรมเสร็จแล้วจะต้องกลับมาสอน แนะนำ ตำรวจจราจรหน่วยตนเอง โดยตั้งเป้าจะต้องอบรมให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้

พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวว่า สำหรับกฎหมายใหม่ฉบับนี้ เจ้าพนักงานจราจรไม่จำเป็นต้องยึดใบขับขี่ เนื่องจากมีระบบใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบปรับได้ โดยเจ้าพนักงานจราจรจะตรวจสอบความถูกต้องของใบขับขี่ จากนั้นจะบันทึกข้อมูลผู้ขับขี่และการกระทำความผิดลงในใบสั่งให้กับผู้ขับขี่พร้อมคืนใบอนุญาตขับขี่

ส่วนต้นขั้วใบสั่ง จะนำกลับไปที่สถานีตำรวจหรือหน่วยงานจราจร เพื่อลงบันทึกตัดแต้ม มีทั้งหมด 12 แต้ม โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลทางทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกด้วย เมื่อผู้ขับขี่มาเสียค่าปรับจะทราบว่าได้ถูกตัดแต้มไปเท่าใด และหากแต้มถูกตัดหมดทั้ง 12 แต้ม จะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 90 วัน และแต้มจะกลับคืนมาตามเดิม โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการอบรมใหม่และต้องสอบให้ผ่านจะได้รับแต้มคืน หากภายใน 3 ปี ผู้ขับขี่ถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เกินกว่า 2 ครั้ง ซึ่งในครั้งที่ 3 จะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 1 ปี และช่วงระหว่าง 1 ปี หากกระทำผิดอีกเป็นครั้งที่ 4 จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ในทันที

ขณะที่ทางกรมการขนส่งทางบก นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก บอกว่า ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกได้เชื่อมต่อระบบงานทะเบียนกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว แต่จะเริ่มเปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.62 ส่วนที่ตำรวจจะเริ่มบังคับใช้ พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับใหม่ วันที่ 20 ก.ย.62 นั้น ได้มีการประสานกับ ตร. ตั้งแต่ต้นแล้ว

โดยในส่วนที่กรมรับผิดชอบคือ ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถที่ได้ใบสั่งจากตำรวจจราจร แต่ยังไม่ได้ชำระค่าปรับ สามารถมาชำระค่าปรับ พร้อมชำระภาษีรถประจำปีในคราวเดียวกันได้ โดยกรมจะบันทึกข้อมูลการชำระค่าปรับในระบบซึ่งเชื่อมโยงกับระบบใบสั่งจราจร ทำให้มีผลเหมือนกับการชำระค่าปรับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อชำระแล้วผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถ จะได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีตามปกติ

แต่หากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถไม่พร้อมชำระค่าปรับในคราวเดียวกัน กรมยังคงอำนวยความสะดวกให้สามารถชำระภาษีรถประจำปีได้ แต่จะได้รับหลักฐานแสดงการเสียภาษีประจำปีชั่วคราว ซึ่งมีอายุ 30 วันนับแต่วันที่นายทะเบียนออกให้เท่านั้น หากชำระค่าปรับแล้วสามารถนำหลักฐานใบเสร็จการชำระค่าปรับมาแสดง เพื่อรับป้ายวงกลมฉบับจริงได้ในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม กรณีชำระภาษีประจำปีแล้วแต่ไม่จ่ายค่าปรับที่ค้างชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาตามที่กำหนด 1 ปี จะเป็นอำนาจของตำรวจ แจ้งนายทะเบียนกรมให้งดออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนต่อไป.