หลังผ่อนมาตรการ จะอยู่อย่างไร ไม่ให้เกิดวิกฤตโควิด 19 ระลอก 2

หลังผ่อนมาตรการ จะอยู่อย่างไร ไม่ให้เกิดวิกฤตโควิด 19 ระลอก 2

ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ในประเทศไทยกำลังลดน้อยลง สถานการณ์เหมือนเข้าสู่ระยะที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่ยังน่าเป็นห่วงคือ จะทำอย่างไรให้ไม่เกิดวิกฤติโควิด 19 ระลอก 2 หลังผ่อนมาตรการ

หลังผ่อนมาตรการ จะอยู่อย่างไร ไม่ให้เกิดวิกฤตโควิด 19 ระลอก 2 อย่างที่ประเทศสิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น กำลังเผชิญ

รองศาสตราจารย์นายแพทย์นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สถานการณ์โควิด 19 ของไทย ถึงขั้นวิกฤตในช่วงก่อนปลายเดือนมีนาคม ที่มีผู้ป่วยวิกฤตโควิด 19 ในกรุงเทพและปริมณฑลจำนวนมาก จนเตียงไอซียูที่เตรียมไว้รองรับเกือบถูกใช้หมด แต่หลังจากที่ภาครัฐออกมาตรการที่เข้มงวด และประชาชนให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ของรัฐอย่างเข้มแข็ง ผลทำให้ยอดผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยค่อยๆ ลดจำนวนลงจนอยู่ในระดับที่ถือว่า ควบคุมการระบาดได้ดีในปัจจุบัน

หลังผ่อนมาตรการ จะอยู่อย่างไร ไม่ให้เกิดวิกฤตโควิด 19 ระลอก 2

อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนหวังว่ารัฐบาลจะผ่อนปรนมาตรการทางกฏหมาย และทางสังคม เพื่อประชาชนจะได้กลับไปใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ ที่ลดการสูญเสียในเชิงเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่ยังสามารถควบคุมการแพร่กระจายเชื้อในชุมชนอย่างช้าๆ จนกว่าจะจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้ได้เพียงพอ หรือจนกว่าประชากรส่วนใหญ่เริ่มมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

สมดุลใหม่ของการใช้ชีวิตที่จะเกิดขึ้นนี้ รัฐบาลและประชาชนจะต้องร่วมมือกัน เพื่อไม่ต้องเผชิญวิกฤตโควิด 19 ระลอก 2

1. การเคร่งครัดในการรักษาระยะห่างทางกายภาพ หรือ physical distancing โดยต้องไม่มีการอยู่รวมกันของประชาชนหนาแน่นเกินกว่า 1 คน ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ศูนย์การค้า ระบบขนส่งมวลชน สถานศึกษา การประชุม หรือการรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนมาก เช่น เกินกว่า 50 คนขึ้นไป เป็นต้น

2. ประชาชนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าทุกครั้ง เมื่อออกนอกที่พัก และสวมใส่ถ้าพื้นที่ในที่พักอยู่กันแออัด หรือสวมใส่ทุกครั้งเมื่อเป็นหวัด

3. หมั่นล้างมือบ่อยๆ เมื่ออยู่ในที่พัก และทำความสะอาดมือทุกครั้งที่จับต้องวัตถุเมื่อออกนอกที่พัก

4. ใช้เวลาในที่สาธารณะให้สั้นที่สุด เพื่อการอุปโภคบริโภค และกิจกรรมที่จำเป็นส่วนบุคคล

5. ผู้ให้บริการทุกประเภท ที่มีการสัมผัสร่างกายผู้รับบริการ เช่น การตัดผม การนวดผ่อนคลายเส้น ต้องใส่หน้ากากอนามัยโดยเคร่งครัด มีการล้างมือให้สะอาดก่อน และหลังกิจกรรม ไม่ใช้สิ่งของร่วมกันระหว่างผู้รับบริการ สถานที่ให้บริการต้องมีระบบถ่ายเทอากาศที่ดี และมีแสงสว่างเพียงพอ และงดให้บริการกับผู้ที่มีอาการไข้หวัด

6. ประชาชนที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ถ้าไข้ยังสูงลอยเกิน 48 ชั่วโมง หรือมีอาการหายใจเหนื่อย หรือหายใจติดขัด ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาว่า จะส่งตรวจการติดเชื้อโควิด 19 หรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อโควิด 19 แล้ว มีอาการรุนแรงได้ง่าย คือ อายุเกิน 60 ปี น้ำหนักเกิน มีโรคปอด โรคหัวใจ โรคไต และโรคตับเรื้อรัง หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

7. สามารถเดินทางไปมาระหว่างพื้นที่ได้ ยกเว้นการเดินทางเข้าออกพื้นที่ที่ยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ จะต้องมีมาตรการคัดกรองที่เข้มงวด

ทั้งนี้เมื่อเริ่มมีมาตรการการผ่อนคลายแล้ว หากเกิดมีการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อโควิด 19 รายใหม่ โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อแล้วป่วยขั้นวิกฤต ประชาชนต้องเตรียมพร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามมาตรการที่เข้มงวดขึ้นตามลำดับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ผู้เชี่ยวชาญแนะ ควรล็อกดาวน์จนกว่าจะ ค้นพบวัคซีน เพราะกลยุทธผิดๆ อาจนำไปสู่การระบาดหนักอีกครั้ง และการควบคุมครั้งใหม่ และอาจสร้างความเสียหายหนักต่อระบบบริการสุขภาพและเศรษฐกิจ

related