“แพ้ยา” อาการอันตราย ที่ไม่ควรมองข้าม อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

04 มิ.ย. 2564 เวลา 6:49 น. 19

“มีประวัติแพ้ยาหรือเปล่าคะ?” ประโยคคุ้นหูที่มักได้ยินเป็นประจำ โดยเฉพาะในโรงพยาบาล ทั้งตอนลงทะเบียน รอพบคุณหมอ หรือจนกระทั่งมารับยา เราจะมาไขคำตอบว่า ทำไมบุคลากรทางการแพทย์ จึงต้องถามประวัติแพ้ยาบ่อยขนาดนี้

แพ้ยา คืออะไรกันนะ

การแพ้ยา คือการที่ร่างกายของเรามองว่ายาที่เรารับประทานเข้าไป เป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสร้างปฏิกิริยาต่อต้าน และแสดงออกมาในลักษณะของอาการแพ้

การแพ้ยานั้น ไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ โดยทั่วไปการแพ้ยาครั้งแรกนั้นอาการจะไม่รุนแรงมาก อาจพบแค่ผื่นคันตามร่างกายเล็กน้อย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันพึ่งถูกกระตุ้น แต่สิ่งที่อันตรายมากกว่าคือ การแพ้ยาตัวเดิมซ้ำ เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเราพร้อมจะโจมตียาที่เราแพ้อยู่แล้ว เมื่อได้รับยาซ้ำจะเกิดอาการแพ้เฉียบพลันที่มีความรุนแรงมากกว่าเดิม เช่นความดันโลหิตตก ร่วมกับมีทางเดินหายใจบวมจนหายใจไม่ได้ หรือที่เรียกว่า Anaphylaxis Shock

medicine

ลักษณะอาการแพ้ที่สามารถพบได้

ผื่นตามร่างกาย

ผื่นลมพิษ

ตาบวม ปากบวม

แผลที่เยื่อบุต่าง ๆ

ผิวหนังหลุดลอก

ทางเดินหายใจตีบ

หมดสติ ช๊อก

ผลข้างเคียงจากยา คือ ผลจากการออกฤทธิ์ของยาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษา เช่น อาการง่วงนอน จากยาแก้แพ้ แผลในกระเพาะจากการกินยาแก้ปวดบางชนิด หรืออาการหน้ามืดเวียนศีรษะจากยาลดความดันโลหิต

แพ้ยา รักษาให้หายขาดได้หรือไม่

สำหรับคนที่เคยมีประวัติแพ้ยาแล้ว วิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันการแพ้ยาได้ก็คือ การหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เคยแพ้ไปตลอดชีวิต แต่หากมีความจำเป็นในการใช้ยาตัวดังกล่าวในการรักษาโรค แพทย์อาจแนะนำกระบวนการลดปฏิกิริยาภูมิแพ้ ที่เรียกว่า Drug Desensitization โดยเป็นการให้ยาที่เป็นสาเหตุของการแพ้กลับสู่ร่างกาย ในขนาดที่ต่ำมาก ๆ ทีละน้อย ด้วยระยะเวลาที่เหมาะสม ที่จะไม่ทำให้ภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้น และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณยาขึ้นจนไปสู่ขนาดการใช้ยาปกติ ซึ่งต้องทำการรักษาภายใต้การดูแลขอแพทย์อย่างใกล้ชิด ภายในสถานที่ที่มีอุปกรณ์กู้ชีพครบครัน และต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนว่า มีความจำเป็นมากขนาดไหนในการทำ Drug Desensitization รวมถึงการประเมินสภาวะของผู้ป่วยและชนิดของการแพ้ยาที่เกิดขึ้นด้วย

ที่มา โรงพยาบาลเวชธานี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด