ข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตม.นครพนมยังเข้ม หลังถูกสอบละเลยปล่อยอดีตพระพรหมเมธีหลบหนี

บรรยากาศที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทยลาว นครพนม–คำม่วนยังเป็นปกติ เจ้าหน้าที่ยังคงคุมเข้มหลังถูกตั้งคณะกรรมการสอบฐานปล่อยปละละเลยให้อดีตพระพรหมเมธีหลบหนีออกนอกประเทศ

จากกรณีที่อดีตพระพรหมเมธี  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์  ได้หลบหนีผ่านด่านพรมแดนไทยลาว ไปยังแขวงคำม่วน สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศกัมพูชาและโดยสารเครื่องบินไปยังประเทศเยอรมัน   ทำให้ทาง  พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดเจ้าหน้าที่ด่าน ตม.ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเข้าข่ายความผิดฐานปล่อยปะละเลย ให้ผู้ต้องหาตามหมายจับหลบหนีนั้น

วันนี้(9 มิ.ย.)  ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บริเวณด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3 นครพนม – คำม่วน จ.นครพนม   พบว่า  เจ้าหน้าที่ยังคงเข้มงวดในการตรวจสอบการเดินทางเข้าออกของประชาชน และนักท่องเที่ยว  และยืนยันว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดช่วยเหลือหรือสนับสนุนการหลบหนีของอดีตพระพรหมเมธี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ไม่ขอให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด ต้องรอคำสั่งทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้น

จากการสังเกตการณ์พบว่า ในขั้นตอนในการขออนุญาตเดินทางเข้าออก ที่จะต้องมีการทำหนังสือเดินทางนั้น  พบว่าในบางครั้งประชาชน และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะ จะมีการรวบรวมนำเอกสารไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่เพื่อความรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าอดีตพระพรหมเมธีจะใช้โอกาสดังกล่าวลักลอบหนีออกนอกประเทศได้

ทั้งนี้ในส่วนของผู้ให้การช่วยเหลือที่ออกหมายจับ จำนวนทั้งหมด 5 คน คือ 1. นางศศิร์อร เจียมวิจิตรกุล หรือสีกาจุ๋ม อายุ 54 ปี ภูมิลำเนาอยู่ กทม. ปัจจุบันพบข้อมูลว่า มีการเดินทางออกประเทศไปยังประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2561 คนที่ 2 คือ นายพีรวิช ศรีศรัทธา อายุ 28 ปี ลูกศิษย์คนสนิท ปัจจุบันไม่พบข้อมูลเดินทางเข้าออกนอกประเทศ แต่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของตำรวจแล้ว คนที่ 3 คือ นางจิตติมา ลัดตะนะวง อายุ 50 ปี เป็นชาวลาว บ้านอยู่แขวงคำม่วน สปป.ลาว รวมถึงลูกสาวและลูกชาย อีก 2 คน คือ นางจันทะนา ลัดตะนะวง อายุ 27 ปี และ นายน้อย ลัดตะนะวง อายุ 28 ปี ซึ่งทั้งหมดมีความผิดฐาน ช่วยเหลือให้การหลบหนี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ผู้ใดช่วยผู้อื่น ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือ เป็นผู้ต้องหากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้น หรือ โดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษ จำคุก 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อยู่ระหว่างทางตำรวจเร่งประสานกับทางการลาวติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี แต่สันนิษฐานว่ายากในการติดตามจับกุมตัว เพราะจากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า มีการเดินทางออกนอกประเทศทั้งหมดแล้ว ก่อนถูกออกหมายจับ ทำให้ยากต่อการติดตามจับกุม โดยเฉพาพะชาวลาว ทั้ง 3 คน จะต้องมีการเจรจา กับทางการลาว ก่อนที่จะมีการจับกุมตัว ซึ่งต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน เพราะมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายระหว่างประเทศ

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน