อาชญากรรม

ตำรวจ ปอท.ถูกจับหลังนำรถของกลางสวมทะเบียนมาขับ

ผู้เสียหายถูกสวมทะเบียนรถยนต์ จี้ตำรวจนครบาลปทุมวันจับตำรวจขับรถสวมทะเบียน ก่อนจะมีนายตำรวจยศพันตำรวจโทพยายามเจรจาไม่ให้ผู้เสียหายแจ้งความ

นายฉัตรชัย สินธุสิงห์ เจ้าของศูนย์บริการรถยนต์ ย่านพระราม3 นำเอกสารใบสั่ง พร้อมรถยนต์ ยี่ห้อ นิสสัน รุ่น คิ้ว สีเหลือง ทะเบียน ฆจ6579 กรุงเทพมหานคร เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน หลังจากพบว่ารถยนต์คันนี้ มีการสวมทะเบียนหมายเลขเดียวกับรถของนายฉัตรชัย และได้ก่อเหตุทำผิดกฎจราจรหลายพื้นที่ ทำให้มีใบสั่งส่งมาที่บ้านของนายฉัตรชัยจำนวนมาก

นายฉัตรชัย กล่าวว่าใบสั่งจราจร ที่ส่งมาที่บ้าน จะมีรูปถ่ายของรถยนต์ Nissan รุ่น Cube สีเหลือง ทะเบียน ฆจ6579 ซึ่งเป็นรถรุ่น สี และทะเบียนเดียวกับของภรรยา ในช่วงแรกคิดว่าภรรยาและคนในบ้านนำรถไปใช้แล้วทำผิดจราจร แต่เมื่อตรวจสอบก็พบว่าไม่มีใครนำไปใช้แต่อย่างใด จึงได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สถานีตำรวจนครบาลบางโพ ก่อนจะประสานเพื่อนๆในกลุ่มจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ให้ช่วยสังเกตุรถยนต์ รุ่น สี และทะเบียนเดียวกับของนายฉัตรชัย จนล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายวานนี้มีคนไปพบรถคันนี้วิ่งอยู่ที่ถนนพระราม 4 จึงประสานตำรวจจราจร ให้หยุดรถไว้ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบก็พบว่าผู้ขับขี่รถคันที่ก่อเหตุ เป็นตำรวจยศจ่าสิบตำรวจ สังกัดตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. โดยตำรวจรายนี้พยายามชี้แจงว่า รถคันที่ถูกตรวจสอบ เป็นรถยนต์ของกลางที่ยึดมาจากผู้ต้องหา ก่อนจะมีนายตำรวจยศพันตำรวจโทนายหนึ่ง โทรศัพท์เข้ามาขอเจรจาไม่ให้เอาเรื่อง แต่นายฉัตรชัยไม่ยอม ตำรวจนครบาลปทุมวันจึงนัดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง

ล่าสุด พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บังคับการ ปอท. เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า รถคันเกิดเหตุเป็นรถที่ตำรวจ ตรวจยึดเอาไว้ หลังมีคนนำมาจอดทิ้งไว้ย่านเมืองทองธานี ซึ่งคาดว่าเป็นรถหนีภาษี คนร้ายที่เป็นเจ้าของรถจึงจัดหาทะเบียนปลอมมาสวมใช้งานก่อนจะนำมาจอดทิ้งไว้

ส่วนสาเหตุที่ จ่าสิบตำรวจในสังกัด นำรถของกลางไปใช้นั้น เป็นการขออนุญาตต้นสังกัดเพื่อใช้รถจริงซึ่งอยู่ระหว่างรอหลักฐานยืนยัน ส่วนเรื่องการนำรถที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบไปใช้งาน โดยหลักการสามารถทำได้ เพื่อไม่ให้รถเสื่อมสภาพ หรือไม่เป็นภาระในการหาสถานที่จัดเก็บ แต่ต้องมีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง และต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากผลการชี้แจงชัดเจนว่าเป็นการขออนุญาตอย่างถูกต้อง ก็เห็นว่าไม่จำเป็นต้องสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยแต่อย่างใด