สภาเศรษฐกิจโลก (The World Economic Forum - WEF) มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร เพื่อจัดอันดับความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ ในนานาประเทศทั้งอันดับโลกและอันดับในหมู่ประเทศเอเชีย โดยประเทศไทย จัดเป็นชาติที่ “ตุลาการอิสระ” อันดับที่ 61 ของโลก และอันดับ 7 ในเอเชีย

ไทยติดอันดับ 61 ของโลก ชาติที่ ”ฝ่ายตุลาการมีอิสระ” ยุติธรรมพอประมาณ

การจัดอันดับครั้งนี้ นายเข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า ในประเทศที่ใช้ระบบศาลคู่ขนานแบบประเทศไทย หากพูดถึงฝ่ายตุลาการ ข้อควรระวังคือ ไม่เหมือนฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายบริหารที่องค์กรมีความสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากกว่า ในฝ่ายตุลาการนั้น มีศาลหลายศาลที่มีโครงสร้าง ภูมิหลัง และชื่อเสียงแตกต่างกันไป

ศาลไทยอาจจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆจากโครงสร้าง ศาลยุติธรรมและศาลปกครอง มีลักษณะเป็นสถาบันมากกว่า ศาลยุติธรรมเป็นศาลตั้งต้นอยู่แล้ว การทำงานมีลักษณะเป็นสถาบันมากกว่าตัวบุคคล มีลำดับชั้นการอุทธรณ์ มีกฎระเบียบภายใน วิธีพิจารณาชัดเจน ศาลปกครองอาจจะตั้งขึ้นมาช้ากว่ามากแต่ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน เป็นสถาบัน มีการจัดแบ่งลำดับชั้นของศาล มีกฎระเบียบภายใน วิธีพิจารณาความ สังเกตดู การรับบุคลากรก็จะเป็นระบบกว่า มีลักษณะภววิสัยสูง

ศาลอีกประเภทมีลักษณะออกไปในทางคณะกรรมการมากกว่าไม่เหมือนกับศาลในจินตนาการที่เราคุ้นเคยกันคือศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลทั้งสองนี้คล้ายคลึงกันคือไม่เป็นสถาบัน แต่เป็นคณะบุคคลกฎเกณฑ์ค่อนข้างหละหลวม การคัดเลือกก็มีลักษณะอัตวิสัยมากกว่า

ที่สำคัญ คือ ดูเหมือนความเห็นความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อสถาบันตุลาการทั้งสองประเภทนี้แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ในขณะที่ศาลยุติธรรมและศาลปกครองถูกมองว่าเป็นอิสระ มีความเป็นกลางมากกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาฯกลับถูกมองว่า มีอคติ ใบสั่ง หรือทำงานเฉพาะกิจเฉพาะเรื่อง

ส่วนตัว คิดว่าที่สำคัญมาก คือ ความเป็นสถาบันที่สูงในศาลแบบแรกนั้นทำให้การรับตุลาการใช้เกณฑ์ภาวะวิสัย ในขณะที่แบบที่สอง เมื่อใช้เกณฑ์อัตวิสัย ก็ทำให้ใช้อคติทางการเมืองได้ง่าย ยิ่งใช้อคติ ทำให้คนทีถูกเลือกเข้ามามีทัศนคติการเมืองคล้ายกัน ขาดการถ่วงดุลกันเองภายใน พฤติกรรมจึงโน้มเอียงไม่เป็นกลาง เกิดการตุลาการภิวัฒน์ได้ง่าย