"ไวรัสโคโรน่า" ค้างคาวตกเป็น "ผู้ต้องหา" อีกหน

29 ม.ค. 2563 เวลา 3:59 น.

ย้อนไปเมื่อช่วงที่เกิดโรคซาร์ส ค้างคาวถูกระบุว่าเป็นสัตว์พาหะ ผ่านไป 18 ปี กับการเกิดขึ้นของไวรัสโคโรน่า ค้างคาวก็ยังตกเป็นผู้ต้องหา เป็นสัตว์พาหะของโรคนี้

หลังโลกออนไลน์ช่วงเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ร้อนระอุด้วยเรื่องไวรัสโคโรน่า ต้นเหตุโรคปอดอักเสบที่เริ่มต้นและแพร่ระบาดหนักที่สุดในเมืองอู่ฮั่น ก่อนลุกลามไปทั่วทั้งประเทศจีน และประเทศอื่นๆ อย่างร้อย 15-16 ประเทศ เมื่อนับถึงขณะนี้

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหตุใดไม่มีการออกโรงตั้งโต๊ะแถลงเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเชื่อมั่นในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข แต่กลับมีเพียงการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ให้เชื่อมั่นในการรับมือและควบคุมสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่ และกำลังเป็นที่ตื่นตระหนกของผู้คน

ย้อนไปเมื่อช่วงที่เกิดโรคซาร์ส ค้างคาวถูกระบุว่าเป็นสัตว์พาหะ ผ่านไป 18 ปี กับการเกิดขึ้นของไวรัสโคโรน่า ค้างคาวก็ยังตกเป็นผู้ต้องหา เป็นสัตว์พาหะของโรคนี้

กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกแถลงแจกแจงด้วยตัวเอง ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการณ์เฉพาะกิจฯ เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา ทั้งประกาศยกระดับการควบคุมเป็นภาวะฉุกเฉิน ระดับ 3 คือ เตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่โรคแพร่ระบาด และให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ เตรียมแผนรับมือตลอด 24 ชั่วโมง

ที่สำคัญ คือหยิบยกถึงระดับความพร้อมของระบบการแพทย์และสาธารณสุขไทย ที่มีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ติดอันดับ 6 จาก 195 ประเทศ จากการจัดของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ถือเป็นการลดความวิตกกังวลของผู้คนโดยตรง

แนวทางรับมือการแพร่ระบาดของโรคขึ้นเป็นระดับ 3 นี้ สอดคล้องกับความเห็นของ นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังใหม่ ที่เสนอให้ยกระดับขึ้นเป็นระดับ 3 ก่อนหน้าที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะแถลง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในศักยภาพของรัฐบาลว่า "เอาอยู่" นพ.ระวี ยังเสนอด้วยว่า ให้นักท่องเที่ยวจีนทุกคนที่เดินทางประเทศไทยต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเมื่อออกจากที่พัก และให้มีการกรอกข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งที่อยู่ในประเทศจีน ของนักท่องเที่ยวเอาไว้อย่างเป็นระบบ เพราะหากเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว หากผลตรวจสอบทางการแพทย์ ออกมาในเชิงลบหรือติดเชื้อ จะสามารถติดต่อประสานแจ้งไปถึงเจ้าตัวได้โดยตรง เพื่อให้รักษาอย่างทันท่วงทีได้

"มาตรการเหล่านี้ถือว่าจำเป็นมาก โดยไม่ต้องใช้ยาแรงถึงขั้นสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศไทยอย่างที่มีบางคนเสนอ เพราะจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งมากที่สุดในปัจจุบัน" นพ.ระวี กล่าว

ย้อนไปเมื่อช่วงที่เกิดโรคซาร์ส ค้างคาวถูกระบุว่าเป็นสัตว์พาหะ ผ่านไป 18 ปี กับการเกิดขึ้นของไวรัสโคโรน่า ค้างคาวก็ยังตกเป็นผู้ต้องหา เป็นสัตว์พาหะของโรคนี้

รายได้เข้าประเทศจากนักท่องเที่ยวจีนในปี 2562 ที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 5.4 แสนล้านบาท จากเงินรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 1.19 ล้านล้านบาท โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีจากจีน เกือบ 11 ล้านคน ในปี 2562

ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางจากเมืองอู่ฮั่น เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย นับตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ก่อนจะมีคำสั่งปิดเมืองอู่ฮั่น มีจำนวนมากกว่า 2 หมื่นคน ในจำนวนนี้ ลงที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิมากที่สุด ประมาณ 1.1 หมื่นคน และลงที่สนามบินดอนเมืองประมาณ 9 พันคน

สำหรับไวรัสโคโรน่า สถาบันปาสเตอร์ในฝรั่งเศสระบุว่า มีความใกล้ชิดกับไวรัสโรคซาร์สมากที่สุด ในบรรดาสายพันธุ์ตระกูลเดียวกัน มีโครงสร้างทางพันธุกรรมคล้ายคลึงกันถึง 80% แต่มีฤทธิ์น้อยกว่า แต่เพราะการแพร่ระบาดเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่มีวันหยุดยาว และชาวจีนเดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินไปท่องเที่ยวต่างประเทศหลายร้อยล้านคน ทำให้การควบคุมโรคยากกว่าปกติ

ประกอบกับไวรัสจากอู่ฮั่นตัวนี้ ไม่ได้โจมตีรุนแรงเฉียบพลันเหมือนไวรัสโรคซาร์ส และยากที่จะตรวจพบผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ ดังที่ทางการจีนระบุว่า มีลักษณะกลายพันธุ์ สามารถแพร่เชื้อถึงคนอื่นในระยะฟักตัวโดยไม่มีอาการไข้ได้ ทำให้การรับมือการแพร่กระจายของเชื้อลำบากกว่า แต่ที่น่าสนใจคือ สัตว์ที่เป็นพาหะของเชื้อ มาจากสัตว์ชนิดเดียวกัน

ย้อนไปเมื่อช่วงที่เกิดโรคซาร์ส ค้างคาวถูกระบุว่าเป็นสัตว์พาหะ ผ่านไป 18 ปี กับการเกิดขึ้นของไวรัสโคโรน่า ค้างคาวก็ยังตกเป็นผู้ต้องหา เป็นสัตว์พาหะของโรคนี้

คงจำกันได้ ไวรัสโรคซาร์ส ต้นเหตุโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ที่แพร่ระบาดจากประเทศจีน ไปยังอีกร่วม 30 ประเทศทั่วโลก มียอดผู้เสียชีวิตประมาณ 800 คน เมื่อปี 2545-2546 มีต้นตอมาจากค้างคาว แพร่สู่ตัวชะมด ก่อนจะติดต่อไปถึงคน

ผ่านไป 18 ปี ไวรัสโคโรน่าอู่ฮั่น ต้นตอของโรคปอดอักเสบ ก็มีจุดเริ่มต้นที่ประเทศจีน จากตลาดค้าสัตว์ป่าเช่นกัน ก่อนเชื้อจะแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ขณะนี้คาดว่าไม่น้อยกว่า 15-16 ประเทศ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 82 คน (นับถึงเช้า 28 ม.ค. 63) และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิต ครั้งนี้ ต้นทางของการแพร่เชื้อไวรัสก็มาจากค้างคาวอีกเช่นกัน

มันจึงกลายเป็น "ผู้ต้องหา" สำคัญ ของชาวโลกไป (อีก) แล้ว ทั้งที่หากมัน (ค้างคาว) พูดได้ คงบ่นอย่างคับแค้นใจว่า มันก็เป็นของมันอยู่ๆ ตามหลักธรรมชาติ ถ้าคนไม่วิปลาสไปสรรหาสัตว์ป่ามาเป็น "อาหารเปิบพิสดาร" ต่างคนต่างอยู่

บางที อาจไม่มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส จนผู้คนต้องล้มตายครั้งแล้วครั้งเล่า และระบบเศรษฐกิจก็ไม่ต้องวินาศสันตะโรอย่างนี้ ก็เป็นได้