Alive Edutainment lifestyle

เอ่ยคำขอโทษอย่างไรให้เรื่องไม่ลุกลาม

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ของการพยายามจะขอโทษคนสำคัญ แต่จบลงด้วยการทำให้เรื่องราวลุกลามไปกันใหญ่ จนกลายเป็นความเครียดสะสม ส่งผลต่อสุขภาพจิตโดยรวม
ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีผลกระทบต่อคนรอบข้าง เมื่อผิดพลาดขึ้นมา เราจะทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เพื่อกู้สถานการณ์ให้ดีขึ้น แต่หลายคนทำผิดบ้างถูกบ้างมาตลอด มาดูกันว่า วิธีเอ่ยคำขอโทษที่ได้ผลที่สุดมีอะไรบ้าง

มีการศึกษาที่ระบุองค์ประกอบสำคัญ 6 ข้อของการใช้คำขอโทษให้ได้ผล ทุกวิธีเริ่มต้นด้วยการลดอัตตาตัวตนลงก่อน หลายคนอาจคิดว่า คำขอโทษก็แค่พูดออกไปว่าขอโทษนะ แต่แท้จริงแล้ว มีอะไรอยู่ในคำขอโทษมากมาย

เราใช้คำขอโทษแบบผิดๆไปอย่างไรบ้าง ทำไมการยอมรับว่าทำผิดไปแล้วจึงเป็นสิ่งสำคัญ และทำอย่างไร คำขอโทษของคุณจึงจะดูจริงใจ

หากการขอโทษไม่เป็นไปอย่างที่คาดคิด และเรื่องราวบานปลาย อาจเกิดผลต่อเนื่องยาวนาน และทำให้เรากุมขมับด้วยความสงสัยว่า ต่อจากนี้ต้องขอโทษแบบไหน จึงจะไม่เกิดปัญหา
โชคดีที่มีการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ทำการทดลอง เพื่อค้นคิดวิธีการขอโทษให้ได้ผลดีที่สุด

การศึกษานี้ใช้อาสาสมัคร 755 คน โดยมีฉากจำลองของพนักงานที่พยายามจะขอโทษ และขอให้อาสาสมัครจัดอันดับคำขอโทษนั้น จากผลที่ได้ นักวิจัยสามารถระบุองค์ประกอบสำคัญของคำขอโทษที่ทำให้ดูจริงใจได้ ดังต่อไปนี้

  1. ต้องแสดงความเสียใจ เช่น ทำให้เพื่อนของคุณรู้ว่า คุณรู้สึกไม่ดีที่ไปปากโป้งบอกความลับของเขากับคนอื่น
  2. อธิบายว่าทำอะไรผิดไป เช่นอธิบายให้เขาฟังว่า คุณบอกความลับของเพื่อนกับคนที่คุณนึกไปเองว่ารู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว
  3. ยอมรับผิด และพูดให้ชัดเจนว่าคุณไม่ได้กำลังหาข้ออ้าง นี่คือความผิดของคุณอยู่ดี ไม่ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร
  4. สร้างความมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เช่น คุณจะไม่ด่วนสรุปไปเองอีกแล้ว หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับความลับของเพื่อน
  5. บอกวิธีว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก เช่น บอกเพื่อนว่าความลับจะไม่รั่วไหลออกไปอีกได้ด้วยวิธีใดบ้าง
  6.  ขอให้เพื่อนให้อภัย

คำขอโทษที่ดีที่สุดควรมีองค์ประกอบทั้ง 6 ข้อนี้ แต่หากคุณไม่สามารถใช้ทั้ง 6 ข้อนี้ได้ คุณสามารถเลือกใช้ข้อที่สำคัญกว่าได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ข้อที่ได้ผลมากที่สุด ได้แก่การยอมรับผิด และบอกว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร การยอมรับว่าคุณทำผิด เป็นการเริ่มกระบวนการเยียวยาอย่างรวดเร็ว และปิดประตูปัญหาการโยนความผิดให้ใครสักคน ส่วนการขอแก้ไขความผิดพลาดอย่างเป็นรูปธรรม ก็เป็นเรื่องสำคัญของการขอโทษ เพราะการพูดพร่ำเพรื่อเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้

ใครๆก็พูดคำว่าขอโทษได้ แต่หากคุณขอแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม นั่นหมายถึงคุณแสดงให้เห็นว่า คุณต้องการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ผลการวิจัยบ่งบอกว่า การขอโทษที่ได้ผลน้อยที่สุด คือการขอให้อีกฝ่ายให้อภัย เพราะนั่นเป็นการขอโทษที่คำนึงถึงแต่ตัวคุณเองเท่านั้น

นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า การขอโทษที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงเป็นเรื่องของคำพูด แต่ยังเป็นเรื่องของวิธีที่คุณพูดออกมา ลองคิดดูสิ เวลาที่คนขอโทษเราต่อหน้า หรือโทรศัพท์มา หรือแม้แต่วิดิโอแชท ก็ยังทำให้เรารู้สึกดีกว่าการส่งไลน์หรือข้อความเข้ามา

การขอโทษแบบเห็นหน้าเห็นตา ทำให้ได้สบตากัน ได้เห็นภาษากาย และได้ยินน้ำเสียง ซึ่งบางครั้งก็สำคัญยิ่งกว่าคำพูดเสียอีก

ถ้าคุณไม่เชื่อกลยุทธ์เหล่านี้ว่าจะได้ผลจริงหรือไม่ ให้ลองหันไปดูโลกของวงการประชาสัมพันธ์ เพราะเขาใช้ทฤษฎีเดียวกันนี้ อย่างเช่นการยอมรับผิด และการขออภัย เมื่อต้องขอโทษแบบแสดงความเป็นมืออาชีพ

ดังนั้น หากคุณทำอะไรผิดพลาดลงไป และต้องเอ่ยคำขอโทษ ให้ลองพยายามใช้องค์ประกอบทั้ง 6 ข้อนี้ในคำขอโทษของคุณ และจงใช้มันอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด แล้วคุณจะพบว่า ความเครียดที่เกิดจากการทำผิดแล้วขอโทษแต่เรื่องกลับบานปลาย จะค่อยๆลดลง จนไม่เป็นภาระทางอารมณ์ของคุณอีกต่อไป แต่หากคุณรู้สึกว่าใช้คำว่าขอโทษมากเกินไปแล้ว จงใช้คำว่าขอบคุณแทน เช่น แทนที่จะพูดว่าขอโทษทีที่มาช้า ให้พูดว่าขอบคุณมากที่รอ การทำเช่นนี้ก็ได้ผลดีเช่นกัน