Edutainment

5 อนาคต ที่เปลี่ยนแปลงไป หลังวิกฤตการณ์โควิด 19 โลกจะไม่เหมือนเดิม

โควิด 19 กำลังทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่บนโลกไม่เหมือนเดิม และแน่นอนว่า หลังวิกฤตการณ์นี้ จะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม ได้วิเคราะห์ 5 อนาคต ที่เปลี่ยนแปลงไป

โลกหลังโควิด 19

5 อนาคต ที่เปลี่ยนแปลงไป หลังวิกฤตการณ์โควิด 19

วิกฤตการณ์ โควิด 19 สร้างผลกระทบวงกว้างและรุนแรงเป็นอย่างมาก แม้ในเชิงตัวเลขของยอดผู้เสียชีวิตอาจดูไม่รุนแรง หากเทียบกับเมื่อครั้งการเกิดไข้หวัดหมู หรือสึนามิ แต่ด้วยการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นได้ง่าย และรวดเร็ว ทำให้เกิดความวิตกกังวลไปทั่วทุกมุมโลก

สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม หรือ IFI ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบของภาวะวิกฤตดังกล่าวที่จะเป็นตัวแปรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

1. รูปแบบภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) 

ประเทศจีนจะกลายเป็นศูนย์กลางที่เด่นชัดมากขึ้น วิกฤตการณ์โควิด 19 ที่เกิดขึ้น จีนเป็นประเทศแรกที่ได้รับผลกระทบ ภาคการผลิตของจีนที่หยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่มูลค่าโลก และทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งผู้ผลิตต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงผู้บริโภค

แต่จีนสามารถเข้าสู่ระยะฟื้นฟูได้รวดเร็ว ด้วยมาตรการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ ประกอบกับจีนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เพียงพอที่สามารถสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจ และการบริโภคภายในประเทศได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งพิงเศรษฐกิจจากภายนอก และในขณะที่จีนกำลังจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หลายประเทศกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาด จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจและเศรษฐกิจของจีนที่จะฟื้นกลับมาด้วยอัตราเร่งในขณะที่พื้นที่เศรษฐกิจอื่นอย่างสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกายังบอบช้ำ

2. สังคมที่เริ่มคุ้นชินกับเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Familiarity)

ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา การเข้าถึงและการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลแพร่หลายเฉพาะในบางกลุ่มวัย แต่วิกฤตโควิด 19 ทำให้ผู้คนต้องดำรงชีวิตแบบเว้นระยะห่างทางสังคม และเปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะมาช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น แม้จะต้องมีการปรับตัวในการใช้งาน เช่น การเติบโตของการใช้งานระบบประชุมออนไลน์ การใช้เงินดิจิทัล การดูหนังออนไลน์

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริโภคมีความคุ้นชิน และเปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น และนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้เราก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลเร็วกว่าที่คาดการณ์

3. ทิศทางอุตสาหกรรมกับการพึ่งพาตัวเอง

ในหลายประเทศ สัดส่วนการพึ่งพิงอุตสาหกรรมบริการเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิต มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่สร้างรายได้และการจ้างงาน วิกฤต โควิด 19 ทำให้หลายประเทศปิดพรมแดน ปิดประเทศ ผู้คนใช้ชีวิตแบบเว้นระยะห่างทางสังคม เกิดการดำรงชีวิตแบบไม่พึ่งพาระบบ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบริการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการเดินทาง ท่องเที่ยว ค้าส่งและค้าปลีก บันเทิง ร้านอาหารและร้านค้า

ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบน้อย เป็นกลุ่มบริการแพลทฟอร์มดิจิทัลและบริการที่มีมูลค่าสูง รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิต สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของความสามารถในการพึ่งพาตัวเองที่เชื่อมโยงกับทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของประเทศ

4. ธุรกิจสตาร์ทอัพจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้น

ที่ผ่านมาธุรกิจสตาร์ทอัพล้วนเกิดขึ้นเกิดจากความต้องการแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภค และเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยการลงทุนของนักลงทุน แต่วิกฤตโควิด 19 ทำให้ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานมากกว่าความต้องการใหม่ๆ

นักลงทุนจะชะลอการลงทุน เพราะต้องสำรองเงินไว้เพื่อฟื้นฟูธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพ แต่ในขณะเดียวกัน อาจเป็นโอกาสสำหรับสตาร์ทอัพกลุ่มดิจิทัล และกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเร่งด่วน หรือตอบโจทย์พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคได้

5. การฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องอาศัยภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่

การดำรงชีวิตแบบเว้นระยะห่างทางสังคมรวมถึงการปิดประเทศ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้แรงงาน ธุรกิจบริการ ผู้ประกอบการขนาดย่อมและขนาดเล็ก ซึ่งผลกระทบจะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้นหากกินเวลานาน แต่ผู้ที่ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้จะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเงินสำรองสูง มีธุรกิจรองรับหลากหลาย หรืออยู่ในภาคการผลิตที่พร้อมจะกลับมาได้รวดเร็ว

ทั้งนี้ เมื่อวิกฤตการณ์ผ่านพ้นไป ภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่จะมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ภาครัฐจะต้องดูแลไม่ให้เกิดการผูกขาด เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน ต้องทำงานร่วมกับธุรกิจขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดการจ้างงาน และฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรรม (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของโลกที่จะต้องมีแนวทางการรับมือในภาวะวิกฤต โดยแบ่งการรับมือออกเป็น 3 ขั้น

ขั้นที่ 1 การรับมือก่อนเกิดเหตุ

ขั้นที่ 2 การรับมือระหว่างเกิดเหตุ

ขั้นที่ 3 การฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำได้ในขั้นที่ 1 คือ การใช้เทคนิคทางระบาดวิทยาและข้อมูลต่างๆ มาเตรียมพร้อมรับมือ ซึ่งประเทศไทยผ่านจุดนั้นมาแล้ว กำลังอยู่ในขั้นที่ 2 ที่เริ่มมีการกำหนดมาตรการมาตอบสนองต่อสู้กับการแพร่ระบาด และทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิตแบบปกติกลับมาให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในหลายประเทศได้ออกมาตรการขั้นที่ 2 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด เช่น การรักษา การกักตัว การปิดพรมแดน ควบคู่ไปกับการเตรียมการสื่อสารมาตรการขั้นที่ 3 ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ คลายความกังวลให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการเงินการคลังเพื่อประคองเศรษฐกิจ มาตรการช่วยเหลือแรงงานและนายจ้าง

นอกจากนี้ ภาครัฐยังจำเป็นต้องกำหนดมาตรการที่มีความต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ สร้างศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และสร้างความสามารถให้กับประเทศในการพัฒนาแบบพึ่งพาตัวเองในระยะยาวได้ รวมถึงยังต้องส่งเสริมนวัตกรรมที่มีพลานุภาพในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด 5 อนาคต ที่เปลี่ยนแปลงไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-017-5555 เว็บไซต์ www.nia.or.th และ facebook.com/NIAThailand