เวียดนามออกแนวทางห้ามโพสต์เรื่องเชิงลบของประเทศ ฝ่าฝืนอาจมีความผิด

22 มิ.ย. 2564 เวลา 4:26 น. 10

รัฐบาลเวียดนาม ออกมาตรการที่เป็นแนวทาง การใช้งานโซเชียลมีเดีย ให้คนในประเทศเวียดนาม โดยต้องโพสต์แต่เรื่องดีๆของประเทศเท่านั้น หากใครฝ่าฝืน ลงรายละเอียดในเชิงลบที่ขัดแย้งกับรัฐบาลอาจมีความผิด

สำนักงานข่าวต่างประเทศ รายงายว่า เวียดนาม ออกแนวทางระดับชาติ ซึ่งคล้ายจะเป็นแนวทาง หรือ กรอบจรรยาบรรณของผู้ใช้โซเชียลมีเดียในประเทศเวียดนาม ในหัวข้อที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดีย  ซึ่งมีมาตรการ สนับสนุนให้คนในประเทศ โพสต์เนื้อหาเชิงบวก เกี่ยวกับประเทศเวียดนาม  หากใครโพสต์เนื้อหาเชิงลบ อาจมีโทษ

 นอกจากนี้ ในการประกาศแนวทางการใช้โซเชียลมีเดียของเวียดนามครั้งนี้ ซึ่งออกมาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเวียดนาม  ต้องรายงานโพสต์หรือข้อมูลที่ขัดแย้งต่อเรื่องราวเชิงบวก ซึ่งต้องรายงานตรงกับผู้บังคับบัญชาของตัวเองด้วย เพื่อพิจารณาบทลงโทษต่อไป 

โดยแนวทางปฏิบัติของเวียดนาม ครั้งนี้ คือห้ามมีการโพสต์สิ่งที่ละเมิดกฎหมาย และส่งผลต่อผลประโยชน์ของรัฐ  โดยองค์กรของรัฐ, บริษัทโซเชียลมีเดีย และผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทั้งหมด ในเวียดนาม ต้องปฏิบัติตาม
“ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ต้องสนับสนุนให้ส่งเสริมความงามของทิวทัศน์, ผู้คน และวัฒนธรรมของเวียดนาม และเผยแพร่เรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับคนดี" 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ในประเด็นนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า บทลงโทษของผู้กระทำผิดตามกรอบปฏิบัตินี้ จะมีบทลงโทษที่เป็นกฏหมายเวียดนามถึงขั้นจำคุกหรือไม่ เพียงแต่ตามรายงานระบุไว้ว่า จะมีบทลงโทษตามมา 

โดย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนาม มีการควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด  และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนาม ยังได้มีการปราบปรามผู้ที่มีความเห็นต่าง และนักเคลื่อนไหวทางสังคม-การเมืองด้วย และเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลเวียดนาม ขู่ที่จะปิดการให้บริการของเฟสบุ๊คในประเทศ หากไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องในการเซ็นเซอร์ข้อมูลด้านการเมืองให้มากขึ้น 

socialmedia
 

และเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ปล่อยข่าวปลอม อาทิ เรื่องการรายงานสภาพอากาศ รวมถึงผลฟุตบอลที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ซึ่งสร้างความสับสนให้กับผู้คนในวงกว้าง

โดยในเวียดนาม มีผู้ใช้งานแอปพลิเคชั่น  Facebook อยู่ราว 60 ล้านคน  และสร้างรายได้ให้กับ Facebook เกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (31,400 ล้านบาท) เลยทีเดียว 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด