คอลัมน์ ม่านการเมือง

เป๊ปซี่ VS ชินวัตร วิวาทะ ท้ารบบนโลกออนไลน์

เป็นเรื่องเป็นราวกันขึ้นมาอีกรอบ เมื่อคู่แค้นแสนรัก กลับมาเปิดฉากฟัดกันอีกครั้ง คู่แค้นแสนรักที่ว่าก็หมายถึง นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ หรือในฉายาที่อาจเป็นที่รู้จักกันว่า “เป๊ปซี่” อดีตนักข่าวรุ่นใหญ่ มีดีกรีเป็นถึงอดีตบรรณาธิการข่าวสายทหารและความมั่นคง หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และบรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์ดิจิตอล นิวทีวี ที่เคยได้รับแรงกระแทกจากการนำเสนอข่าวปัญหารันเวย์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร้าว ในยุคสมัยที่ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในขณะนั้น และมีนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ฝากฝั่งรัฐบาลดูไม่ค่อยพอใจกับข่าวที่นำเสนอออกมาพอสมควร จึงมีการสั่งให้ฟ้องร้องหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่นำเสนอข่าวนี้

แรงกระแทกจากกรณีนี้ ส่งผลให้ในที่สุดต้นสังกัด ต้องไล่นายเสริมสุข ออกจากงานไป จนเป็นที่มาของการฟ้องร้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมที่ต่อสู้คดีกันมา 9ปี 10เดือน ซึ่งในที่สุดศาลก็พิพากษาว่า การเลิกจ้างดังกล่าว ไม่เป็นธรรมจริง ถือว่านายเสริมสุข ชนะคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมไป

ที่กล่าวว่าเป็นคู่แค้นแสนรัก ก็อาจจะไม่เชิงตรงตัวนักสักทีเดียว แต่เปรียบเหมือนเป็นลูกกระทบชิ่งที่เด้งจาก นายทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีขณะนั้น กระดอนไปหานายเสริมสุขมากกว่า เพียงแต่เด้งแรงไปหน่อยถึงขั้นต้นสังกัดรับแรงไว้ไม่ไหว ต้องให้ออกจากงานกันไป

ในแวดวงสื่อมวลชน กรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเกี่ยวเนื่องกับสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ปัญหาเรื่องรอยร้าวที่เคยถูกนำเสนอก็ไม่ได้มีการนำมาถกกันต่อ หรือไม่ได้มีการฟ้องร้องนายเสริมสุข จากเรื่องนี้แต่อย่างใด

วันเวลาผ่านไป นับจากวันที่ศาลฎีกาคดีแรงงานพิพากษาคดี เป๊ปซี่ เมื่อปี พ.ศ. 2558 ให้ชนะคดีไปแล้ว จนถึงวันนี้ 3 ปีผ่านไป

ระฆังยกใหม่เริ่มขึ้น…

ด้านมุมน้ำเงิน ช่วงเดือนธันวาคม เฟซบุ๊ก นายเสริมสุข ก็เริ่มปรากฏข้อความจุดชนวนลูกใหม่ โดยพาดพิงถึงเครือญาติ นายทักษิณ ชินวัตร เริ่มจากการตั้งข้อสังเกตเรื่องการยังพำนักอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ ของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว นายทักษิณ  มีการให้ข้อมูลอ้างแหล่งข่าวถึงการเดินทางไปกัมพูชา ต่อมาก็เริ่มวิวาทะ ประคารมกับ เฟซบุ๊กนายพานทองแท้ ขินวัตร  ที่นายเสริมสุข ก็อ้างว่าได้ออกนอกประเทศไปแล้วเช่นกัน

ขณะที่ทางด้าน  มุมแดง เฟซบุ๊กนายพานทองแท้ ชินวัตร ก็มีความเคลื่อนไหวตอบโต้กลับมา โดยรื้อฟื้นเอาเรื่องราวครั้งที่มีนักข่าวคนหนึ่งถูกต้นสังกัดให้ออกจากงานจากการเสนอข่าวรอยร้าวท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งข้อความระบุต่อว่า จนบัดนี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรองรับนักท่องเที่ยวเป็นหลักล้านเที่ยวบินไปแล้ว แต่ไม่มีคำขอโทษจากคนเสนอข่าวที่สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้ประเทศในครั้งนั้นแม้แต่ครั้งเดียว

ห้อยท้ายด้วยการส่งสาสน์ท้ากันผ่านออนไลน์ ว่า หากแสดงตัวเองว่ายังอยู่เมืองไทยไม่ได้หนีหายไปไหนอย่างที่ว่าจะมีความรับผิดชอบอย่างไรออกมาบ้าง

ฝ่ายมุมน้ำเงินก็ไม่น้อยหน้า ท้าสวนไปด้วยว่าหากยังอยู่ประเทศไทยจริง ก็ให้มาศาล

นั่นยกแรก ยกต่อมา ฝ่ายน้ำเงินเปิดฉากเดินเข้าหาก่อน โดยเมื่อช่วงค่ำวันที่ 28 ธ.ค.เฟซบุ๊กนายเสริมสุข ออกมาอัพเดทเรื่องราวล่าสุดอีกด้วยโดยเนื้อหาบางส่วนอ้างว่า มีแหล่งข่าวแจ้งกระซิบบอกมาว่า นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ประกาศขายบ้านราคา 300ล้านบาท หลังจากที่เจ้าตัวเดินทางไปต่างประเทศโดยมีจุดหมายปลายทางคือไปหาพี่ชาย นายทักษิณ ชินวัตร ยกนี้ฝ่ายน้ำเงินเดินเข้าใส่อย่างเดียวไม่พอ แต่รัวหมัดใส่นัวๆ โดยอ้างต่อถึงข่าวลือเรื่อง ป.ป.ช.เตรียมอายัดทรัพย์ร่ำรวยผิดปกติ จากคนที่เกี่ยวข้องหลัง นาย บุญทรง เตริยาภิรมณ์ อดีต รมว.พาณิชย์ ที่ถูกจำคุกคดีจำนำข้าว ให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช.ซัดทอดไปถึงบุคคลอื่นๆอีก

เรื่องราวของคู่แค้นแสนรัก ก็มีที่มาที่ไปตามที่กล่าวมา ซึ่งดูทรงแล้วมวยคู่นี้ยังฟันธงไม่ได้ว่าจะมีชนะน็อคไหม เพราะฝ่ายมุมน้ำเงินยังดูท่าว่าจะมีก็อกสอง สาม ตามมาอีก ล่าสุด ด้วยความฟิตปล่อยของมาอีกว่า พรุ่งนี้(29ธ.ค.)ทีมงานบิ๊กโจ๊ก จะเข้าเคลียร์รีสอร์ตหรูของ พญาไม้ นายเผด็จ ภูริปฏิภาณ  ออกลูกนี้ก็คงอยู่ที่เทรนเนอร์ฝ่ายมุมแดงแล้วว่าจะมีเวลามาพลิกเกมส์โต้ตอบในยกถัดไปได้อย่างไรต้องติดตาม