
SHORT CUT
พรรคประชาชน ดีเดย์ 5 พ.ค. เปิดตัว 'ดร.โจ-ชัยวัฒน์' ขุนพลเศรษฐกิจดิจิทัลชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ชูแคมเปญ 'กรุงเทพง่ายๆ' หวังใช้ประวัติสุดล้ำพลิกโฉมเมืองหลวง
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองกำลังทวีความร้อนแรงขึ้น เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569
ล่าสุด พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ประกาศความพร้อม ด้วยการเตรียมเปิดตัว 'ดร.โจ' ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. อย่างเป็นทางการ
ในวันนี้ (5 พ.ค. 2569) เวลา 17.00 น. พรรคประชาชนได้กำหนดจัดงานเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. โดยมีการปรับเปลี่ยนสถานที่จากเดิมคือมิวเซียมสยาม มาเป็น The Mitr-ting room ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์ ภายใต้แคมเปญ 'โปร 5 เดือน 5'
นำเสนอวิสัยทัศน์ 'กรุงเทพง่ายๆ BY ผู้ว่าประชาชน' ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ปัญหาพื้นฐานที่ทำให้ชีวิตคนกรุงเทพฯ 'ยาก' ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทาง ความปลอดภัยยามวิกาล ปัญหาปากท้อง หรือการเข้าถึงสถานพยาบาลและโรงเรียนที่ดีใกล้บ้าน โดยตั้งเป้าให้กรุงเทพมหานครเป็น Safety Net ที่คอยโอบรับและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกๆ วัน
สำหรับประวัติของ 'ดร.โจ' ถือเป็นขุนพลเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีโปรไฟล์ระดับโลก ปัจจุบันอายุ 45 ปี จบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก่อนคว้าปริญญาโทและเอกจากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น (JAIST) ด้านวิทยาการสารสนเทศ เขาเคยผ่านประสบการณ์ทำงานกับบริษัทและองค์กรระดับสากล ทั้ง Schlumberger และ NEC Corporation
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการร่วมงานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นานกว่า 10 ปี โดยดำรงตำแหน่งสุดท้ายเป็นรองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ดูแลนโยบายสกุลเงินดิจิทัลและยุทธศาสตร์ข้อมูล อีกทั้งยังเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Bank for International Settlements (BIS) Innovation Hub
บนเส้นทางการเมือง ดร.โจ ตัดสินใจลาออกจาก ธปท. ในปี 2566 เพื่อผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัย โดยภาพจำที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือจังหวะที่เข้าไปกอดปลอบใจ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับพรรคประชาชนและก้าวขึ้นมาเป็นความหวังใหม่ของพรรคในสนามเลือกตั้ง กทม. ครั้งนี้
เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 เวลา 17.30 น. ที่ชั้น 5 ห้อง Mitr-ting room สามย่านมิตรทาวน์ พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดแคมเปญเลือกตั้ง กทม. “กรุงเทพง่าย ๆ by ผู้ว่าประชาชน” เปิดตัว “ดร.โจ” นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงเปิดตัวผู้สมัคร สก.ของพรรค
โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ อดีตแคนดิเดตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรค ปชน. เมื่อปี 2565 ขึ้นกล่าวเปิดนำว่า หลังจากวันที่ 22 พ.ค. 2565 หลังจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มีโอกาสคุยกับกรรมการบริหารพรรคว่า มีความตั้งใจที่จะเดินหน้าทำนโยบายเพื่อคน กทม.ต่อ และตั้งใจเป็นอย่างมากที่จะสร้างทีมบริหารเพื่อลงเลือกตั้ง ชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ในปี 2569 ตั้งใจเดินหน้าทำทีมตั้งแต่ปี 2567 แต่อยู่ดี ๆ ถ้าจำกันได้ ตั้งแต่ต้นปี 31 ม.ค. 2567 มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าการใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยสุจริตของพวกเรา 44 สส. ในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตอนนั้นศาลวินิจฉัยว่า ไม่สามารถกระทำได้
ต่อมามีคนรับลูกไปร้องต่อ ป.ป.ช.ทันทีว่า 44 สส.ละเมิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ยังคงตั้งใจอยู่ ถามนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค ได้ ว่าตนไม่เคยยุติความมุ่งมั่นของตนต่อ กทม. กระทั่ง 7 ส.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งให้ยุบพรรคก้าวไกล และคดีของพวกตนทั้ง 44 คนก็เดินหน้ามาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน ในวันนั้น รู้ตัวดี ตระหนักดีเลยว่า ความฝันของตนที่ต้องการทำให้ กทม.เป็นเมืองที่คนเท่ากัน มันต้องยุติลงชั่วคราว จนกว่าความตั้งใจดีของตน ความสุจริตของตนจะได้รับการพิสูจน์ และข้อกล่าวหาทั้งหมดทั้งปวง จะผ่านพ้นไป
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ได้คุยกับพรรคว่าพรรคมีความจำเป็นอย่างมาก ที่ความฝันของพรรค จะหยุดลงมาพร้อมกับความฝันของตนไม่ได้ ตั้งแต่ปี 2567 ตนบอกกับนายพิจารณ์ว่า พรรคจำเป็นต้องเดินหน้าคัดสรรผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้แล้ว เพื่อให้ความฝันของพรรค คือพวกเราทุกคนต้องเดินหน้าต่อ และก้าวข้ามตนไปข้างหน้า
“แต่ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลเลย ยืนยันว่าจะเป็นคนช่วยเหลือพรรค และเป็นลมใต้ปีก เป็นเครื่องจักร เป็นเครื่องยนต์ เป็นไม้ค้ำให้ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค ปชน. และผู้สมัคร สก.ของพรรคทุกคน เดินหน้าทำความฝันของคนกรุงเทพฯ ให้เป็นจริงให้ได้ ได้เวลาพบกับผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค ปชน. โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” นายวิโรจน์ กล่าว
พรรคประชาชนเปิดตัว อ.โจ ชัยวัฒน์ ชิงผู้ว่า เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการครบวงจร-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน สร้างกรุงเทพที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม-เป็นลมใต้ปีกให้ประชาชนเติบโต
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 พรรคประชาชนจัดงานเปิดแคมเปญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่องาน “กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน” โดยมรประชาชนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง จนล้นออกมาหน้าห้องจัดงาน
การเปิดตัวดังกล่าว เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากในช่วงวันที่ 2-4 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการปล่อยข้อความผ่านบิลบอร์ดทั่วกรุงเทพฯ ตั้งคำถามประชาชนว่า “อยู่กรุงเทพ ใช้ชีวิตยากมั้ย” ผ่าน 8 โจทย์ที่ทุกคนต้องเจอ ตั้งแต่การพาพ่อแม่ไปหาหมอ การเดินทางกลับบ้านช่วงเย็น การเดินคนเดียวตอนกลางคืน การเก็บเงิน การทำมาค้าขาย ไปจนถึงการมีสุขภาพดีและอากาศสะอาดหายใจ
ในช่วงแรกของงาน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ขึ้นกล่าวทักทายประชาชน ในฐานะอดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ ในการเลือกตั้งปี 2565 ซึ่งวิโรจน์ยืนยันว่าตนมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทำงานบริหารกรุงเทพมหานคร แต่เมื่อตกเป็นจำเลยในคดี 44 สส. ตนจึงต้องยอมรับว่าไม่สามารถเป็นแคนดิเดตให้พรรคได้เนื่องจากต้องรอกระบวนการพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาล พรรคประชาชนจึงต้องใช้เวลาในการคัดเลือกตัวแทนคนใหม่เพื่อลงสมัครผู้ว่าฯ ในปีนี้ และในที่สุดก็ได้ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการลงสนามเลือกตั้งในครั้งนี้ คือ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ อ.โจ
จากนั้นวิโรจน์ได้ส่งต่อเวทีให้กับชัยวัฒน์ ซึ่งขึ้นมากล่าวเปิดเวทีโดยตั้งคำถามกับประชาชนผู้มาร่วมงานว่า “ใช้ชีวิตในกรุงเทพทุกวันนี้ ยากมั้ย” ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ตนเองเกิดที่ย่านตลาดพลู ครอบครัวค้าขาย ไม่ได้มีฐานะดี ในวัยเด็กต้องช่วยพ่อแม่หารายได้ด้วยการวิ่งขายของหน้าร้านสมใจนึกบางลำภู วิ่งหนีเทศกิจ นั่งรถเมล์ไปเรียนจนจบปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนทำงานก็ต้องนั่งรถเมล์ เรือด่วน บีทีเอส มอเตอร์ไซค์ รวม 4 ต่อเพื่อไปทำงาน
ตนจึงทราบดีว่าชีวิตกรุงเทพไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จริงมันยากและเหนื่อยมากสำหรับคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน ไม่มีอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคน 99% ของกรุงเทพฯ แต่ที่น่าตกใจก็คือ คนกรุงเทพดูจะชินชาและปรับตัว ทุกคนสู้ชีวิต อดทนทำงานหาเงิน เพื่อจะใช้ชีวิตในกรุงเทพ เป้าหมายคือยิ่งมีเงิน ชีวิตเราก็จะยิ่งง่ายขึ้น สบายขึ้น มั่นคงขึ้น เราเชื่อกันว่ากรุงเทพ ก็เป็นแบบนี้แหละ
“สำหรับผม นี่คือสัญญาณของ ความหวังที่หดแคบลง จนคนกรุงเทพไม่เชื่อว่า กทม. จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ง่ายขึ้น ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเอง จนลืมคิดไปว่าหลายเรื่องไม่ควรจะเป็นเรื่องยากขนาดนี้เลย ผมและพรรคจึงเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อเสนอว่ากรุงเทพจะไม่ปล่อยให้คุณต่อสู้เพียงลำพัง เมืองที่มีงบประมาณ 120,000 ล้าน และเจ้าหน้าที่เกือบ 100,000 คน สามารถทำได้มากกว่านี้ ไปไกลกว่านี้
พรรคประชาชน ไม่ได้เสนอแค่ผู้ว่า กทม. 1 คน มาให้ท่านเลือก แต่เราขอเสนอ วาระเมืองกรุงเทพ ว่าอนาคตของเมืองนี้ควรจะเป็นอย่างไร
ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในฐานะแคนดิเดต ผู้ว่า กทม. เสนอวาระที่จะทำให้เมืองกรุงเทพ เป็นเมืองที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อคุณพร้อมไปข้างหน้า เมืองที่คอยโอบรับในวันที่ชีวิตคุณลำบาก และให้โอกาสในวันที่คุณอยากก้าวกระโดดไปข้างหน้า”
ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า สำหรับตนเอง กรุงเทพไม่ใช่สถานที่แต่คือผู้คน จากประสบการณ์ที่ได้ไปใช้ชีวิตทั้งเรียนและทำงานที่ญี่ปุ่นมากกว่า 10 ปี ที่นั่นมีปรัชญาที่เชื่อในการพัฒนาเมือง ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง และสิ่งที่ตนเองได้ซึมซับกลับมาคือหลักคิดที่ว่า "คนคือขุมทรัพย์ของเมือง"
เมืองกรุงเทพต้องพัฒนาได้มากกว่าขีดจำกัดของ กทม. และเพื่อไปสู่จุดนั้น ต้องทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่พัฒนาคน เพื่อให้คนกลับมาเป็นพลังพัฒนาเมือง
การจะพัฒนาคน มีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือเวลา เวลาคุณภาพที่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว เวลาที่ได้เรียนรู้ พัฒนาตัวเอง แต่กรุงเทพวันนี้ เต็มไปด้วยความยาก ที่พรากเวลาจากพวกเราไป แค่ทำภารกิจในแต่ละวัน เวลาก็สูญไปแล้ว วันละ 3-4 ชั่วโมง จุดเริ่มต้นของเมืองกรุงเทพที่จะพัฒนาคน ต้องทวงคืนเวลาให้คนกรุงเทพ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องทำให้กรุงเทพง่าย
ชัยวัฒน์ฉายภาพกรุงเทพที่ง่ายขึ้น ด้วยการเสนอไฮไลท์ 4 ชุดนโยบาย “กรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน”
1.เลี้ยงครอบครัวง่าย พัฒนาคนตั้งแต่เด็กเล็ก ยกระดับมาตรฐาน ศูนย์พัฒนาเด็ก ให้พ่อแม่เชื่อมั่นที่จะนำลูกมาให้ กทม. ดูแล โดยขยายช่วงเวลารับเลี้ยงและช่วงอายุเด็กที่ดูแล ให้ตอบโจทย์พ่อแม่ที่ทำงาน และใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเป็นพื้นที่เล่นในวันหยุดให้กับเด็กทุกครอบครัว / ทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ Day Care ที่คนทำงานสามารถพาพ่อแม่มาให้ดูแลแบบไปเช้าเย็นกลับ ให้ผู้สูงอายุ มีเพื่อน มีสังคม มีกิจกรรมให้ทำ มีการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ และสำหรับผู้สูงอายุที่ติดเตียง จะมีการจ้าง Caregiver นักดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน 5,000 ตำแหน่ง ทำงานเต็มเวลา ไปช่วยดูแลที่บ้านได้เลย
2.ค้าขายง่าย เพิ่มพื้นที่ค้าขายแบบไม่ต้องจ่ายส่วย เพิ่มเขตผ่อนผัน โดยไม่ละเมิดสิทธิคนเดินเท้า ให้คนกรุงเทพได้มีโอกาสค้าขายได้ง่าย พัฒนาย่านท่องเที่ยวใหม่ร่วมกับประชาชน สนับสนุนเอกชนและประชาชน ให้พัฒนาย่านท่องเที่ยวของตัวเอง เพื่อสร้างเรื่องราวของเมืองให้เกิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในย่าน ยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง ให้กลายเป็นศูนย์ Reskill เพื่อการจ้างงาน ดึงภาคเอกชนที่ต้องการหาคนทำงาน เข้ามาใช้เป็นพื้นที่ ฝึกทักษะที่ตรงความต้องการของนายจ้าง และหาคนทำงาน ในคราวเดียวกัน
3.เดินทางง่าย กทม. จะรับเป็นเจ้าภาพ เชื่อมข้อมูล รถเมล์ รถไฟ เรือ ให้การเดินทาง วางแผนง่าย เห็นพิกัด GPS รถ/เรือ ที่กำลังรอแบบเรียลไทม์ เพิ่มเส้นทาง เดินรถเส้นที่กรมขนส่งทางบกอนุมัติไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเอกชนวิ่ง ฟื้นเรือเมล์ กทม. ใน 3 คลอง (คลองภาษีเจริญ, คลองพระโขนง, คลองแสนแสบ ถึง มีนบุรี) ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่คนเดินทางง่าย โดยไม่ต้องมีรถ คืนเวลาให้คนกรุงเทพ
4.ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องสู้กับกลิ่นขยะ ยกเลิกสัญญาโรงขยะกลางเมืองที่ส่งกลิ่นเหม็นแล้วพัฒนาให้กลายเป็นระบบปิดที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย / การติดต่อราชการของคนที่เปิดร้านอาหารหรือขออนุญาตก่อสร้างในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น ใบอนุญาตเล็ก ใหญ่ ระบบที่บังคับให้คนต้องเลือกระหว่าง "รอนาน" หรือ "จ่ายใต้โต๊ะ" จะต้องหมดไป คนกรุงเทพ ต้องได้รับบริการที่โปร่งใส ยุติธรรม จาก กทม.