ข่าว

ที่สุดของชีวิต “ครูเบิ่ง” ผู้เคยบรรเลงระนาดเอกถวายงานในหลวงรัชกาลที่ 9

“ตอนนั้นเรียนอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์สุโขทัยมีการแสดงแสงสีเสียงผมเล่นเป็นชาวบ้าน พระองค์ท่านมีรับสั่งว่าเดี๋ยวแสดงเสร็จให้ไปเข้าเฝ้า มันรู้สึกแบบดีใจจากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ท่านตรัสออกมาน้ำเสียงของท่านนุ่มนวลผมรับรู้สัมผัสได้ท่านมีความเมตตาเล่นดีมากๆ แสดงได้ดีมากๆ ขอบใจมากๆ แค่ได้ยินน้ำเสียงก็ปลื้มแล้ว”

ประโยคบอกเล่าของ “ครูเบิ่ง ทวีศักดิ์ อัครวงษ์” ที่เล่าย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ตนเองเคยมีโอกาสได้เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9  ครั้งแรกในชีวิต และต่อมาเมื่อเข้ามารับราชการที่ ดุริยางค์ศิลปิน สำนักการสังคีต กลุ่มดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร ก็มีโอกาสได้ถวายงานเป็นครั้งที่สอง

ครูเบิ่งเล่าว่า “ครั้งที่สองไปเป็นผู้บรรเลงระนาดเอกตอนที่ จอร์จ ดับเบิลยู บุช มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ได้บรรเลงใกล้ๆ รู้สึกดีใจมาก เวลาบรรเลงท่านก็เสวยอย่างอารมณ์ดีเห็นท่านยิ้ม ตอนนั้นคิดอยู่แค่ว่าเราจะต้องบรรเลงให้ดีที่สุด เสียงเราต้องให้นุ่มที่สุด ความรู้สึกตอนนั้นเราพยายามถ่ายทอดอารมณ์ในการบรรเลงของเราไปให้ท่านรับรู้เราตั้งใจเราภูมิใจมากที่เราได้บรรเลง ได้โชว์ศักยภาพของดนตรีไทยวัฒนธรรมไทยๆ ให้ท่านได้ดูเสวยเสร็จท่านก็เดินมาตรัส ขอบคุณนะบรรเลงได้เพราะมากแค่คำๆ นี้เราก็ ดีใจมากๆ และเราได้โชว์ศักยภาพของดนตรีไทยวัฒนธรรมไทยๆ ให้ท่านได้ดูเสวยเสร็จท่านก็เดินมา ขอบคุณนะ บรรเลงได้เพราะมาก แค่คำๆ นี้เราก็ดีใจมากๆ แล้ว”

ครั้งที่สามกับการถวายงานที่ปวดใจที่สุดในชีวิต

ครูเบิ่งบอกว่า “ตนเองทำงานรับราชการที่นี้มีหน้าที่ถวายงานเกี่ยวกับพระบรมวงศ์ศานุวงศ์ แต่สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดคือต้องไปบรรเลงถวายงานตอนที่ท่านไม่อยู่แล้ว เสียใจแต่ด้วยหน้าที่มันก็ต้องทำ แต่ก็มีความภูมิใจลึกๆ ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ถวายงานให้พระองค์ท่าน จำได้วันนั้นไปราชการที่จังหวัดลพบุรีแล้วอยู่ดีๆ ไลน์ก็เด้งขึ้นมาว่ามีรายชื่อไปบรรเลง คือพอเห็นใจไม่ดีแล้ว ถ้าพูดกันภาษาประชาชนทั่วไป คือไปบรรเลงรับศพน้ำตามันล่วงออกมาเลยคือท่านสวรรคตแล้ว ผมไม่สามารถขับรถไปไหนได้เลยจอดตรงนั้นพักนึงร้องไห้ แล้วก็ตั้งสติใหม่ว่าพระองค์ท่านไม่ได้อยู่กับเรา ตั้งหน้าตั้งตาขับรถอย่างมีสติกลับมาที่บ้านแล้วก็มาถวายงาน”

ผู้ประโคมย่ำยามวงปีพาทย์นางหงส์ทำอะไรบ้าง

ครูเบิ่งนิ่งคิดและเล่าย้อนไปในวันที่ถวายงานเป็นผู้ประโคมย่ำยามวงปี่พาทย์นางหงส์ว่า “พวกผมก็ต้องบรรเลงประโคมย่ำยามตั้งแต่ หกโมงจนถึงเที่ยงคืน แต่ละคนก็จะมีเวรสลับสับเปลี่ยนกันไป การประโคมย่ำยามอยู่ในระยะเวลาทั้งหมดหนึ่งร้อยวัน แต่การถวายงานของเราถ้าคนไหนติดภารกิจไปไม่ได้ เราพร้อมที่จะเข้าไปแทนทดแทนตำแหน่งกันได้ด้วยความเต็มใจและภูมิใจที่ได้ถวายงานพระองค์ท่าน ส่วนตัวผมทุกขณะที่เราบรรเลงจะคิดถึงคุณความดีที่ท่านได้ทำไว้ คุณความดีของพระองศ์ท่านที่คิดหลักการต่างๆ ที่ท่านให้ไว้กับประชาชนคนไทยผมคิดอย่างนั้น”

สามปีที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙  สวรรคต มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับพระองค์ที่ยังจำไม่ลืม

“ในทีวีเราไม่ค่อยได้ยินเสียงท่านตรัสเท่าไหร่ พอเจอตัวจริงๆ ความสง่างามตั้งแต่ท่าเสด็จเดินสมพระเกียรติที่ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ รูปร่างท่านสมาร์ท ยิ่งท่านตรัสไม่ได้เว่อร์นะ มันเหมือนเสียงมาจากสวรรค์ที่พูดกับเรา น้อยคนมั้ยที่ท่านจะตรัสด้วย โอกาสที่จะเจอท่านก็น้อยมาก แต่นี่มันเป็นโอกาสนึงที่เราได้เจอท่าน แล้วเป็นเพียงคำพูดแค่สองสามประโยคแต่มันเป็นคำพูดที่เราภูมิใจ ผมสัมผัสได้ท่านเป็นคนที่ใจดี น้ำเสียงท่านนุ่มนวลอ่อนโยน”

พระองค์เปรียบเสมือนพ่อของประชาชนชาวไทยวันพ่อปีนี้อยากจะบอกอะไรกับพระองค์

ครูเบิ่งทิ้งทายว่า “ในนามที่ผมอยู่ตรงนี้มันเป็นหน้าที่ของผมที่เราจะต้องปฏิบัติราชการถวายงายพระองค์ท่านด้วยความเต็มใจ แต่ถ้าในฐานะคนธรรมดาผมก็อยากจะบอกว่า ผมดีใจที่ผมได้เกิดมาเป็นคนไทย และผมภูมิใจที่มีพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนคนไทยรักพระองค์ท่าน ผมเชื่อว่าทุกคนในประเทศไม่มีลืมพระองค์ท่านแน่นอนพระองค์ท่านจะอยู่ในใจเราตลอดไป”