ข่าว

เปิดมิติเวทีขาอ่อน “เฟิร์ส ภัทราพร หวัง” ฉันคือตัวแทนนางงาม LGBT

“บางคนที่เขาถือเอาความคิดตัวเองเป็นหลักเนี่ย บางทีเราก็เปลี่ยนความคิดของเขายาก อันนี้เป็นสิ่งที่ยากที่สุดเลย ไม่ว่าจะเปลี่ยนกฎหมายหรือเปลี่ยนอะไรก็ตาม ความคิดของคนเรา ทัศนคติเนี่ยเปลี่ยนยากมากจริงๆ”

ประโยคหนึ่งจากประสบการณ์ที่ เฟิร์ส ภัทราพร หวัง เจ้าของตำแหน่ง Miss Intercontinental 2014 และ Top 5 Miss Universe Thailand 2019 ได้ถ่ายทอดให้ทีมข่าวสปริงนิวส์ฟัง หลังจากที่ใช้เวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 ประกาศตัวเองเป็นกลุ่มคน LGBT และต้องการผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ. คู่ชีวิตของกลุ่ม LGBT (บุคคลหลากหลายเพศ) ในประเทศไทยให้มีโอกาสเท่าเทียม นั่นจึงเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ ทำไมเธอถึงลุกขึ้นสนับสนุนเรื่องนี้ ซึ่งแตกต่างกับนางงามคนอื่นๆ ที่มักพูดถึงเรื่องเด็ก ศึกษา สิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นเรื่องปกติของนางงาม ซึ่งเฟิร์สเผยว่า

“ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เฟิร์สได้มีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่ม LGBT ค่อนข้างมากเลย เพราะว่าต้องยอมรับว่า คนที่ดูนางงามส่วนมากจะเป็นกลุ่ม LGBT ที่เขาสนับสนุนเราเรื่อยมาเลยค่ะ หลายๆ เรื่องที่ทุกคนยื่นมือเข้ามาช่วยเรา ตั้งแต่ตอนนั้นตอนที่เฟิร์สประกวด มิสอินเตอร์คอนทิเนนตัล ที่ประเทศเยอรมนี ก็เลยรู้สึกว่ามีแต่คนที่ซัพพอร์ตเรา และเราก็อยากจะเป็นผู้ให้บ้างเราก็เลยนึกดูว่าเราจะสามารถทำอะไรให้พวกเขาได้บ้าง”

“หนูเคารพและก็ชื่นชมกลุ่มคน LGBT มากๆ เพราะแน่นอนถามว่าในสังคมเขารู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีคนสนับสนุนเข้าใจยอมรับและคนที่ไม่สนับสนุนแต่เขากล้าที่จะเป็นตัวเอง เขากล้าที่จะเปิดเผยความเป็นตัวเองไม่ว่าใครจะว่าอย่างไงแต่เขารู้จักตัวตนและหนูคิดว่าสิ่งนี้จะสามารถพัฒนาเขาให้ก้าวหน้าไม่ว่าจะเรื่องงานหรือว่าเรื่องต่างๆ ในชีวิต หนูรู้สึกว่ากลุ่มคนพวกนี้เป็นกลุ่มที่สตรองและน่านับถือมาก”

ค้นพบ “ตัวตน” เพราะสนับสนุนกลุ่มคน LGBT

“สำหรับเฟิร์สเรื่องการค้นพบเรื่อง LGBT ของตัวเองคือมันก็เพิ่งเกิดขึ้นนี่แหละ อย่างที่บอกว่าหนูได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม LGBT เยอะมากๆ ทำให้หนูรู้สึกเป็นเรื่องปกติ เรื่องธรรมดา ถ้าเราจะรักใครซักคนเรามองกันที่บุคคลและก็ความดีของเขาดีกว่า ว่าอะไรสามารถทำให้อยู่ด้วยกันได้และก็ Go to Together ไปได้สำหรับเฟิร์สไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร แค่รู้สึกว่าเราอยู่กับคนที่เราสบายใจ และก็มองอนาคตไปได้ด้วยกันก็รู้สึกโอเค เฟิร์สรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่อยู่ ๆ มันก็มีขึ้นมาอันนี้ไม่สามารถหาเหตุผลได้เลยว่าเพราะอะไร”

“ทำไมกลุ่มคนบางคนถึงมองอีกแบบนึง คือก็พูดยากเหมือนกันเรื่องนี้ว่าทำไมคนถึงมองว่าการเป็นคนหลากหลายทางเพศเนี่ยเป็นเรื่องที่ผิด อาจจะเป็นเรื่องของจารีตประเพณีมาก่อนที่สังคมในประเทศไทยหรือว่าสำหรับกลุ่มบางคนที่ยังไม่เปิดรับเป็นเพราะเขาถูกปลูกฝังกันมาแบบนี้ แต่ว่าในสมัยนี้ที่รู้สึกว่าก็มีการเปิดรับมากขึ้น กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะเปิดเผย แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มเหมือนกันที่ยังไม่เปิดรับซึ่งเฟิร์สก็มองว่าทุกคนสามารถเปิดรับได้นะถ้าเกิดทุกคนเปิดใจ”

บูลลี่ เพศ – หน้าตา – รูปร่าง ไม่ใช่เรื่องสนุก

“การเป็น LGBT จะถูกบูลลี่เป็นส่วนมากที่เห็นไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็ตาม ซึ่งหนูก็เคยถูกบูลลี่มาก่อนเรื่องของรูปร่างหน้าตาทำให้เราเข้าใจว่าการที่ถูกบูลลี่มันไม่ใช่เรื่องตลกแม้กระทั่งเรื่องของเพศที่เราเห็นๆ กันมาก็ตาม มันเหมือนเป็นปมในใจเลยด้วยซ้ำสำหรับเรา ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ไม่อยากจะปลูกฝังให้เด็ก ๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่บางคนที่มีความเชื่อผิด ๆ ก็ตามรู้สึกว่าการที่มีเพศที่แตกต่างมันเป็นเรื่องที่จะไปสามารถบูลลี่เขาได้ หรือเป็นเรื่องที่ผิด คือโลกเรามันไม่ได้มีแค่สองสี ไม่ได้แค่ขาวหรือคำ มันมีสีรุ้ง สีชมพู สีฟ้า ฉะนั้นเราเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกันแต่เรามีความแตกต่างเราควรที่จะยอมความแตกต่างของกันและกันมากขึ้นกว่านี้ค่ะ”

“ทัศนคติ” เปลี่ยนได้แค่เปิดใจ

“ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ยากจริง ๆ เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ บางคนที่เขาถือเอาความคิดตัวเองเป็นหลักบางทีเราก็เปลี่ยนความคิดของเขายาก  อันนี้เป็นสิ่งที่ยากที่สุดเลย ไม่ว่าจะเปลี่ยนกฎหมายหรือเปลี่ยนอะไรก็ตาม ความคิดของคนเรา ทัศนคติเนี่ยเปลี่ยนยากมากจริงๆ แต่ว่าถึงอย่างนั้นก็ไม่ย่อท้อนะคะ หนูไม่เคยมองว่าการตัดสินใจของหนูผิดเลยหนูมั่นใจในสิ่งที่หนูยืนหยัด คือหนูก็ค่อนข้างที่จะศึกษามาพอสมควร ทั้งนี้ทั้งนั้นหนูก็คิดว่าทุกๆ อย่างที่จะสนับสนุนหรือขับเคลื่อนมันก็ต้องอยู่ในความพอดีด้วย  เพราะว่าด้วยความที่เรื่องนี้มันค่อนข้างอ่อนไหวและก็มีความคิดเห็นที่หลากหลาย เฟิร์สก็คิดว่าตัวเองทำได้ดีที่สุดแล้วที่ได้ออกมาเปิดเผยตรงนี้แล้วก็ได้พูดถึง และสนับสนุนกลุ่ม LGBT”

“กล้าคิดกล้าทำ” สิ่งที่ไดจากการสนับสนุน LGBT

“หนูรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากๆ เพราะหนูก้าวผ่านเขตข้อจำกัดที่สังคมอาจจะไม่ได้ยอมรับร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หนูกล้าที่จะมายืนหยัดสนับสนุน LGBT การเป็นนางงามต้องบอกก่อนว่าส่วนมากก็จะเป็นเรื่องเด็ก เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องอะไรต่าง ๆ แต่ว่าเรื่องของหนูเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ หนูรู้สึกว่าหนูกล้าคิดกล้าทำมากกว่า หนูไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องไหวหรือไม่ไหว แต่อยู่ที่ใจว่าหนูอยากจะซัพพอร์ตเขาไหม และสำหรับเวทีนางงามมันสามารถแสดงจุดของเราได้ และสิ่งถัดมาคือสามารถเป็นกระบอกเสียงซัพพอร์ตในสิ่งที่เราสนใจหรือว่าอยากให้สังคมลองรับฟังดู หนูเชื่อว่าการรับฟังจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะทำให้เข้าใจกันและกัน เข้าใจผู้ที่ถูกบูลลี่หรือเข้าใจกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ มันจะเปิดใจยอมรับกันได้ดีขึ้นถ้าหากรับฟังแล้วก็จะสามารถพัฒนาสังคมของเราให้น่าอยู่ต่อไปได้ค่ะ”