เสียงเตือนจาก “อาทิตย์”ถึง “สุเทพ” เส้นทางที่ยิ่งเดินยิ่งขรุขระของรปช.

การโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวของดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต สื่อข้อความไปถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ดร.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ และดร.สุริยะใส กตะศิลา ให้เลิกกิจกรรมเดินคารวะแผ่นดิน ถือเป็นบทสะท้อนสำคัญ ที่มีนัยอย่างมาก สำหรับพลพรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือรปช. ที่ทั้ง 4 คนดังกล่าว เป็นแกนนำหลัก

หลังจากกิจกรรมเดินคารวะแผ่นดินที่ประเดิมจากในกรุงเทพฯ นอกจากจะไม่ได้รับการต้อนรับอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับเมื่อครั้งเดิน “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ขับไล่รัฐบาลรักษาการของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแล้ว ยังปรากฎมีคนตะโกนด่าทอ ไม่เชื่อคำพูด ไม่ต้อนรับ และชูป้ายกล่าวหาเป็นคนโกหก ต่อเนื่องหลายวันติดต่อกัน จนกลายเป็นข่าวและคลิปภาพปรากฏบนหน้าสื่อหลักและสื่อออนไลน์

ดร.อาทิตย์ ซึ่งความจริงก็เป็นพันธมิตร และมีจุดยืนทางการเมืองที่ไม่ต่างจากนายสุเทพ นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านๆมา ได้ให้กำลังใจต่อการแสดงจุดยืนและขับเคลื่อนทางการเมืองของนายสุเทพในฐานะแกนนำกปปส. นับตั้งแต่รวมตัวต่อต้านคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอย มาตั้งแต่ต้น ได้ให้เหตุผลประกอบข้อเรียกร้องให้เลิกเดินคารวะแผ่นดินต่อไปว่า เพราะสงสาร และคนอื่นเขาไม่เชื่อ(นายสุเทพกับพวก)แล้ว

คำถามที่ตามมา คือเกิดอะไรขึ้นกับดร.อาทิตย์ และเกิดอะไรขึ้นกับนายสุเทพ และพวก

กรณีของนายสุเทพและพลพรรคแกนนำในรปช.นั้น จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนใจกลับมาลุยการเมืองใหม่ อาจมาจากประเมินสถานการณ์แล้วว่า “ตัวช่วย”เพื่อสนับสนุนให้”บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถไปต่อและนั่งบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกสมัยนั้น ยังเป็นไปได้ยาก ลำพังจะฝากความหวังไว้กับกลุ่มการเมืองต่างๆ เช่น กลุ่มสามมิตร /กลุ่มพลังชล /กลุ่มอดิเรกสาร และกลุ่มอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์เก่า ยังไม่มีหลักประกันมากพอว่าจะประสบผลสำเร็จ

เพราะนอกจากในบัญชีรายชื่ออดีต ส.ส.ที่ถูกทาบทาม แม้จะมีเกรดเออยู่ด้วยแต่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเกรดบีหรือเกรดซี รวมทั้งบางส่วนเป็นอดีต ส.ส.ตกรุ่น ในการเจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆกับพรรคพลังประชารัฐก็เต็มไปด้วยเงื่อนไข กลุ่มอดีต ส.ส.บางส่วนที่เคยตกปากรับคำ ก็ยังไม่กล้าแสดงตัว เนื่องจากยังมั่นใจว่า พรรคจะชนะเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 1-2 หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความชอบธรรมในการรวบรวม ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆ จัดตั้งรัฐบาลหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในยุคที่โลกโซเชี่ยลสามารถจะถล่มใครก็ได้ ให้เสียรังวัดได้ภายในชั่วข้ามคืน หากทำในสิ่งที่พวกเขาไม่เห็นด้วย

ประกอบกับไม่มี นักการเมืองที่เปี่ยมบารมี ทำหน้าที่“ผู้จัดการรัฐบาล” เพราะ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ยังมีภารกิจใหญ่รองนายกฯ และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจในรัฐบาล ขณะที่นายอุตตม สาวนายน ว่าที่หัวหน้าพรรค และรัฐมนตรีอีก 3 คนที่นั่งควบตำแหน่งผู้บริหารในพรรคพลังประชารัฐ ก็เป็น “มือใหม่”หัดขับ ประสบการณ์และคูเหลี่ยมทางการเมือง ยังด้อยกว่า นักการเมืองอาชีพมาก

การจุดพลุเปิดวาทะกรรม “พรรครปช.ได้ร่วมตั้งรัฐบาลแน่นอน ถึงวันนั้นรอรับขันหมากได้เลย”ของนายสุเทพ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากมีนัย สร้างความมั่นใจให้กับพลพรรคที่ร่วมขับเคลื่อนพรรครวมพลังประชาชาติไทยแล้ว ยังถือเป็นการเชิญชวนกลุ่มการเมืองที่ยังลังเล สองจิตสองใจ ไปในตัว

เพียงแต่เหตุการณ์ตะโกนด่าและกล่าวหาไร้สัจจะ ระหว่างเดินคารวะแผ่นดินในกรุงเทพฯ น่าจะเป็นปัจจัยใหม่ ที่นายสุเทพและแกนนำรปช.ต้องนำมาใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์ โดยไม่อาจมองข้ามได้ เพราะในอดีต เมื่อครั้งกลุ่มพันธมิตรฯ นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล สามารถจุดกระแสขับไล่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ได้สำเร็จ เมื่อมีการก่อตั้งเป็นพรรคการเมือง ภายใต้ชื่อพรรคการเมืองใหม่ แต่กลับไม่มีเสียงสนับสนุนจากประชาชนในเวทีเลือกตั้งได้

นอกจากนี้ นายสุเทพยังตกเป็นเป้าถูกวิจารณ์ว่าอยู่เบื้องหลัง การหนุน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยหวังเข้าเทคโอเวอร์ และใช้เป็นทางลัดสำหรับสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งไม่ว่า นพ.วรงค์จะแพ้หรือชนะ ปฏิเสธไม่ได้ว่า จะมีผลถึงนายสุเทพเช่นกัน

ขณะที่ ดร.อาทิตย์ ซึ่งยังเกาะติดสถานการณ์บ้านเมือง และโพสต์แสดงความคิดเห็นทั้งทางการเมืองและสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้การสนับสนุนแนวทางของนายสุเทพเสมอมา แม้แต่การเปิดตัวพรรค รปช. เมื่อ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา ก็ยังได้ใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นที่เปิดตัวมาแล้ว และ ดร.สุริยะใส ก็เป็นรองคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ของดร.อาทิตย์ด้วย

การออกโรงปรามให้หยุด โดยให้เหตุผลประกอบว่า เพราะชาวบ้านไม่เชื่อแล้ว จึงน่าจะมาจากการประเมินสถานการณ์ โดยเฉพาะเสียงสนับสนุนจากประชาชน ภายหลังนายสุเทพประกาศยุติความเคลื่อนไหวของ กปปส. และประกาศจะทำงานภาคประชาชน เลิกเล่นการเมือง ก่อนจะพลิกคำพูด กลับมาร่วมก่อตั้งพรรครปช. ซึ่งนับจากนั้นมา กลุ่มที่เคยร่วมเคลื่อนไหวกับ กปปส. ก็เริ่มแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย

ก่อนที่ปฏิกิริยาจะร้อนแรงมากขึ้น เมื่อเขาปฏิเสธว่า ไม่เคยพูดว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งครั้งนั้น กระแสความนิยมและศรัทธาในตัวนายสุเทพ ลดต่ำลงจนน่าใจหาย อันเป็นผลจาก “ลืมคำ” หรือ “กลืนน้ำลาย”ตัวเอง

เส้นทางเดินบนถนนสายการเมือง ผ่านพรรคพลังประชาชาติไทย ยิ่งเดิน จึงยิ่งดูขรุขระมากขึ้นทุกที

 

ประจักษ์ มะวงศ์สา