มีอะไรในกอไผ่

มีอะไรในกอไผ่ : เล่าเรื่อง ทหาร การเมือง และฐานอำนาจ (2)

“ขงเบ้งจิ๋ว” พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะฐานอำนาจ และดีลเมกเกอร์คนสำคัญของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานท์

 

เมื่อ ทหาร การเมือง และฐานอำนาจ เป็นเรื่องแยกกันไม่ออก และเมื่อวัฏจักรการเมืองไทย กำลังจะหวนกลับมาสู่การมอบบทบาทให้กองทัพทำหน้าที่ค้ำยันอำนาจทางการเมือง สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง

วันนี้ลองมาย้อนอดีตกองทัพในฐานะฐานอำนาจค้ำยันรัฐบาลยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ว่า มีบทบาทอย่างไร รัฐบาลพลเอกเปรมถึงสามารถอยู่ได้ถึง 8 ปี จนเกิดวาทะสำคัญ “ผมพอแล้ว”

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

พลเอกเปรมกับการเมืองไทย มีช่วงเวลาสำคัญอยู่ 4 ช่วง คือ

1.ช่วงเวลาก่อนปี 2523 ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
2.ช่วง 2523 -2526 รัฐบาลเปรม 1
3.ช่วง 2526 -2529 รัฐบาลเปรม 2
4.ช่วง 2529 -2531 รัฐบาลเปรม 3

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย บันทึกข้อมูลนายทหารจปร. 7 ที่นำโดยพลตรีมนูญกฤต รูปขจร หรือพันเอกมนุญ รูปขจรในขณะนั้นว่า เป็นกลุ่มที่เป็นฐานอำนาจสำคัญของพลเอกเปรมในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เมื่อกลุ่มนี้ไม่พอใจพลเอกเปรม และตัดสินใจก่อกบฏ จึงเป็นจุดจบของจปร. 7 ในวันนั้น แต่ในความจริง นายทหารที่ใกล้ชิดพลเอกเปรมมาโดยตลอด และทำหน้าที่อยู่เบื้องหลังหลายๆเรื่องที่ป๋าตัดสินใจ คือ คนที่ได้สมญานามว่า “ขงเบ้งกองทัพบก” พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่ครั้งนั้น ดำรงตำแหน่งนายทหารคนสนิท หรือ ทส.ของพลเอกเปรม

 

พลเอกชวลิต เป็นนายทหารที่เป็นตัวอย่างของการเป็นฐานอำนาจที่แท้จริง เพราะตลอดระยะเวลา นับจากปี 2522 ที่ทำหน้าที่นายทหารคนสนิท พลเอกเปรม ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จนถึงรัฐบาลเปรมในปี 2531

 

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

บิ๊กจิ๋ว ไม่เคยทำหน้าที่เกินเลยความเป็น “ฐานอำนาจ” แม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่โดยตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งคุมกำลังรบแบบเบ็ดเสร็จ บิ๊กจิ๋วอยู่ในฐานะที่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น

8 ปี 154 วันในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกเปรม จึงเป็นช่วงเวลาที่มีบิ๊กจิ๋วอยู่เบื้องหลังในฐานะผู้ปฏิบัติ และผู้เสนอแนวทางการดำเนินการในหลายเรื่อง

หลังการหมดอำนาจของจปร. 7 ผู้ทำหน้าที่เจรจากับกลุ่มนักการเมือง พรรคการเมือง ในการจัดตั้งรัฐบาลแต่ละครั้ง การคุมเสียงในสภาผู้แทนราษฏร การคุมสถานการณ์นอกสภา ล้วนเป็นพลเอกชวลิต และทีมงานทั้งสิ้น

พลเอกชวลิตและเพื่อนจปร. 1 บวกกับฐานกำลังของนายทหารจปร. 5 เป็นฐานอำนาจที่เข้มแข็งของรัฐบาลพลเอกเปรม จนสามารถฝ่าวิกฤติการเมืองมาได้หลายครั้ง
ทั้งกบฏเมษาฮาวาย และกบฏ 9 กันยาฯ

หรือกระทั่งวิกฤติลดค่าเงินบาทปี 2527 ซึ่งพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ออกมาคำรามใส่รัฐบาลพลเอกเปรม พลเอกชวลิตและผองเพื่อน ก็ทำหน้าที่หลักให้พลเอกเปรมปลดล็อกอำนาจของพลเอกอาทิตย์ลงได้อย่างนิ่มนวล

จุดเด่นของพลเอกชวลิตในยามนั้น คือ การอยู่เบื้องหลัง การปฏิบัติตามคำสั่ง การประสานงานสิบทิศ และนำเสนอรายละเอียดและแนวทาง ในยามที่พลเอกเปรมต้องการข้อมูลเพื่อตัดสินใจ

รัฐบาลผสมของพลเอกเปรม จึงประคับประคองรัฐนาวามาได้ถึง 3 สมัย และมีผลงานที่จับต้องได้อนย่างชัดเจน โดยเฉพาะการรักษาวินัยทางการคลัง และความมีเสถียรภาพทางการเมือง ที่ถึงแม้จะไม่ครบเทอม เพราะต้องลงเอยด้วยการยุบสภาถึง 3 ครั้ง แต่ก็เรียกว่า เป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง และมีฐานสนับสนุนที่ชัดเจน ทั้งการเมือง การทหาร และงานมวลชน

บทบาทพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในเวลานั้น จึงเป็นบทบาทของการเป็นฐานอำนาจทางกองทัพของรัฐบาลพลเอกเปรมอย่างชัดเจน และไม่เคยคิดที่จะเดินออกนอกบทบาทนี้ โดยเฉพาะบทบาทที่จะออกมาคุมอำนาจทางการเมืองเสียเอง

การเมืองวันนี้ และในเร็วๆนี้ จึงขึ้นอยู่กับว่า กองทัพยังจะเป็นฐานอำนาจทางการเมืองให้กับรัฐบาลใหม่แค่ไหน หรือเลือกจะเดินถอยออกมาหนึ่งก้าว เพื่อให้การเมืองแก้ปัญหาการเมืองด้วยการเมือง แต่ถ้าจะเป็นฐานอำนาจ ก็อาจต้องประเมินใหม่ เพราะโมเดล รัฐบาลป๋าเปรมและพลเอกชวลิต อาจไม่เหมาะสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะปัจจัยใหม่ ที่อาจจะอยู่นอกเหนือการควบคุม

 

(ตอนหน้ามาว่ากันถึงสถานการณ์การเมืองปัจจุบันว่า กองทัพกำลังวางบทบาทตัวเองไว้ตรงไหน)

 

คอลัมน์ที่เกี่ยวข้อง : มีอะไรในกอไผ่ : เล่าเรื่อง ทหาร  การเมือง และฐานอำนาจ (1)