มีอะไรในกอไผ่

เรื่องเล่าเพลง “หนักแผ่นดิน” ประวัติศาสตร์เพลงที่สร้างความร้อนระอุทางการเมือง

กระหื่มขึ้นมาแต่เช้า สำหรับเพลง “หนักแผ่นดิน” ที่อดีตเคยกระหึ่มทั่วแผ่นดินมาแล้วอย่างน้อยก็ 3 ครั้ง เมื่อพลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ที่ถามเรื่องนโยบายตัดงบกลาโหม และนโยบายยกเลิกการเกณท์ทหาร โดยบอกให้ไปฟังเพลง”หนักแผ่นดิน”
คำตอบนี้ สั้นๆ ไม่กี่คำ แต่ทำเอาสะเทือนไปทั้งแผ่นดิน

คำค้นเพลง “หนักแผ่นดิน” ทวิตเตอร์คำว่า “หนักแผ่นดิน” ติดเทรนด์ในโซเชียลเร็วมากพร้อมๆคำถามว่านอกจากคำแปลที่ตรงตัวว่าหนักแผ่นดินแล้วอะไรคือนัยที่ซ่อนอยู่หลังรหัสคำคำนี้

เพลงหนักแผ่นดิน ถูกแต่งขึ้น เมื่อปี 2518 ในช่วงสงครามเย็นกำลังระอุหนักประเทศไทยในปีนั้นคือโดมิโนตัวสุดท้ายในสงครามต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์

คนแต่งเพลงนี้เป็นทหารคือ พันเอกบุญส่ง หักฤทธิ์ศึก

วัตถุประสงค์ของเพลงนี้คือปลุกระดมให้คนไทยในยุคสมัยนั้นรักชาติรักแผ่นดินและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อต่อต้านการแพร่ระบาดของลัทธิคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะหลังความพ่ายแพ้ของกองทัพอเมริกันในเวียดนามลาวและเขมร

คนใดใช้ชื่อไทยอยู่ กายก็ดูเหมือนไทยด้วยกัน

ได้อาศัยโพธิ์ทองแผ่นดินของราชันย์ แต่ใจมันยังเฝ้าคิดทำลาย

คนใดเห็นไทยเป็นทาส ดูถูกชาติเชื้อชนถิ่นไทย

แต่ยังฝังทำกิน กอบโกยสินไทยไป เหยียดคนไทยเป็นทาสของมัน

(สร้อย)

หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)

หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)

คนใดยุยงปลุกปั่น ไทยด้วยกันหวังให้แตกกระจาย

ปลุกระดมมวลชนให้สับสนวุ่นวาย เพื่อคนไทยแบ่งฝ่ายรบกันเอง

คนใดหลงชมชาติอื่น ชาติเดียวกันเขายืนข่มเหง

ได้สินทรัพย์เจือจานก็ประหารไทยกันเอง ทีชาติอื่นเกรงดังญาติของมัน

(สร้อย)

หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)

หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)

คนใดขายตนขายชาติ ได้โอกาสชี้ทางให้ศัตรู

เข้าทลายพลังไทยให้สลายทางสู้ เมื่อศัตรูโจมจู่เสียทีมัน

คนใดคิดร้ายราวี ประเพณีของไทยไม่ต้องการ

เนื้อหาทุกคำ ทุกวรรค ทุกตอน ถูกบรรจงแต่งขึ้นตามสถานการณ์ในยุคนั้น และเป็นเพลงฮิตที่หน่วยปฏิบัติการจิตวิทยา ของกองพลรบพิเศษ  หรือพลร่มป่าหวายใช้ขับร้องและมีจินตลีลาการแสดงประกอบเพลงในทุกพื้นที่ที่นำวงดนตรีของหน่วยไปเล่น

ปี 2518 – ปี 2523 วงดนตรีของพลร่มป่าหวาย จะเดินทางไปตามพื้นที่แทรกซึมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ เรียกย่อๆว่า ผกค.  เพื่อเปิดการแสดงและปลอบขวัญสร้างกำลังใจให้ชาวบ้านในพื้นที่เหล่านั้น

กำลังพลของพลร่มป่าหวายยุคนั้นทั้งชายหญิงจะมีความสามารถในการขับร้องการแสดงและมีจิตวิทยาสูงในการเข้าถึงชาวบ้านเพื่อดึงมวลชนในพื้นที่แทรกซึมหรือพื้นที่สีแดงกลับมาเป็นมวลชนของรัฐบาล

เพลงหนักแผ่นดินจึงเป็นเพลงหนึ่งที่นำมาใช้ในการขับร้องและแสดงประกอบ

การแสดงส่วนใหญ่ในสมัยนั้น จะสร้างละครให้เห็นถึงความโหดร้ายของผกค. ของลัทธิคอมมิวนิสต์ ละครประกอบเพลงส่วนใหญ่ จะจบที่ชาวบ้านลุกขึ้นต่อสู้ ผกค.ที่เข้ามายึดครองหมู่บ้านและทำร้ายชาวบ้านพร้อมจบด้วยเพลงหนักแผ่นดินที่แสดงถึงชัยชนะในการขับไล่พวกหนักแผ่นดินออกไปจากผืนแผ่นดินไทย

หน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาหรือหน่วยปจว.ของพลร่มป่าหวาย ประสบความสำเร็จในหลายพื้นที่ และเป็นหน่วยที่มักจะถูกซุ่มโจมตีจากฝ่ายผกค. เพราะถือเป็หนน่วยสำคัญของสงครามแย่งชิงมวลชนในเวลานั้น

นั่นคือจุดเริ่มต้นและวัตถุประสงค์หลักของเพลงนี้

จากเพลงที่กระหึ่มในพื้นที่สีแดง เพลงนี้มาสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งในปี 2519

ปี 2519 ในห้วงก่อนเหตุการณ์ตุลาวิปโยค เพลงหนักแผ่นดินถูกเปิดทุกสถานีวิทยุของหน่วยงานด้านความมั่นคง ก่อนจะนำไปสู่เหตุเศร้าสลดในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

 

จากนั้นเพลงหนักแผ่นดินก็ค่อยๆจางหายไปกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยจากเพลงที่เด็กๆร้องได้เกือบทั่วประเทศมาเป็นเพลงที่ไม่คุ้นหู

ปี 2552 เพลงหนักแผ่นดินมาดังกึกก้องกลางถนนราชดำเนินและแยกยูเอ็นบนเวทีม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลทักษิณชินวัตร

เชื่อว่า ชาวพันธมิตรในเวลานั้น น่าจะร้องเพลงนี้กันได้ทุกคน

และวาทกรรม คำว่า หนักแผ่นดิน ก็ถูกจุดและนำมาใช้ทุกครั้ง เมื่อมีการขับเคลื่อนทางการเมือง แม้กระทั่งบนเวทีกปปส.ของลุงกำนัน

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

ฉะนั้นไม่แปลกที่อุณหภูมิการเมืองจะร้อนฉ่าขึ้นมาทันทีที่ ผบ.ทบ. บอกให้ฟังเพลง “หนักแผ่นดิน”