เมียนมายอม UNSC ลงพื้นที่กรณีกวาดล้างโรฮิงญาแล้ว

รัฐบาลเมียนยอมตกลงให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ลงพื้นที่ตรวจสอบวิกฤตโรฮิงญาในรัฐยะไข่แล้ว

นายกุสตาโว เมซา กัวดรา เอกอัครราชทูตเปรูประจำสหประชาชาติ และประธานหมุนเวียนของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แถลงการณ์ว่า รัฐบาลเมียนมาได้ตกลงให้คณะมนตรีฯ เดินทางลงพื้นที่ในประเทศแล้ว เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีข้อกล่าวหาว่ากองทัพเมียนมา กวาดล้างชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ นับแต่ปลายปีที่แล้ว จนทำให้ชาวโรฮิงญาหนีตายไปลี้ภัยในบังกลาเทศเกือบ 7 แสนคน

 

 

คณะมนตรีฯได้เรียกร้องขอลงพื้นที่รัฐยะไข่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว แต่รัฐบาลเมียนมาปฎิเสธด้วยเหตุผลว่า ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ นายกัวดราระบุว่า แม้เมียนมาจะไฟเขียวแล้ว แต่ยังไม่ลงรายละเอียดที่ชัดเจน รวมถึงเมียนมายังไม่ตอบคำถามว่า คณะมนตรีฯจะได้ลงพื้นที่รัฐยะไข่ ศูนย์กลางความขัดแย้งหรือไม่

สำหรับผู้จัดการเดินทางเยือนเมียนมาของคณะมนตรีฯนั้น คือ อังกฤษ คูเวต และเปรู ซึ่งจะรวมถึงการลงพื้นที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ในบังกลาเทศ ที่ผู้อพยพชาวโรฮิงญาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยชั่วคราว ทั้งนี้ ยังไม่กำหนดช่วงเวลาของการเดินทางที่แน่ชัด

 

 

 

ส่วนกรณีที่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เรือบรรทุกผู้อพยพชาวโรฮิงญาหลายสิบคน ได้มาขึ้นฝั่งที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เพราะเผชิญกับพายุฝน จนไม่สามารถแล่นต่อไปได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นได้ให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ก่อนอนุญาตให้เดินทางต่อไปยังมาเลเซีย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวโรฮิงญาต้องการนั้น ล่าสุด เรือลำดังกล่าว ได้ขึ้นฝั่งบริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซียแล้ว

 

 

ตำรวจท้องถิ่นมาเลเซีย รายงานว่า ผู้อพยพชาวโรฮิงญาทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก เดินทางมาจากเมียนมา ตอนที่มาถึงนั้น ทุกคนมีสภาพอิดโรยและหิวโหย ซึ่งต่อจากนี้ เจ้าหน้าที่จะนำตัวผู้อพยพเหล่านี้ไปยังหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำเรื่องเดินทางเข้าประเทศตามกระบวนการ พร้อมประกาศว่า มาเลเซียยินดีต้อนรับพวกเขา

 

ก่อนหน้านี้ โฆษกข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ แสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของชาวโรฮิงญาทั้ง 56 ชีวิตนี้ เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินเรือ และหวังว่าพวกเขาจะได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้อง

สำหรับกรณีที่ชาวโรฮิงญาเดินทางมาถึงไทยและมาเลเซียนั้น ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจมีชาวโรฮิงญาอพยพทางเรือมาถึงไทยและมาเลเซียเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต