ตม.เข้ม! รวบอาชญากรหลบหนีกบดานไทย

06 ก.ย. 2561 เวลา 5:45 น.

รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แถลงผลการจับกุม ผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่หลบหนีคดีมาซ่อนตัวในประเทศไทย รวม 5 คดี เมื่อนำมูลค่าความเสียหายมารวมกันสูงถึงนักหมื่นล้านบาท

พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แถลงผลการจับกุมอาชญากร ชาวต่างชาติ ที่หลบหนีคดีเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทย 5 คดี

โดยรายแรกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศจีน คือนายซาน กวงเพง อายุ 26 ปีสัญชาติจีนโดยทางการของจีนได้ออกหมายจับในข้อหากระทำความผิดอาชญากรรมทางเศรษฐกิจมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 3,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 1หมื่น 5พัน ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตม.สามารถจับกุมได้ที่ด่านพรมแดนถาวรจุดตรวจสะพานมิตรภาพไทย- ลาว 1 จังหวัดหนองคาย โดยพฤติการณ์ของผู้ต้องหาจะเปิดบริษัทขายตรงในลักษณะแชร์ลูกโซ่หลอกลงทุนซื้อขายในผลิตภัณฑ์เครื่องอุปโภคบริโภค จนมีผู้หลงเชื่อร่วมลงทุนด้วยนับพันราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมณฑลยูนานของประเทศจีน ต่อมานายซาน ก็ปิดบริษัทดังกล่าวและหอบทรัพย์สินหนีไปยังประเทศต่างๆเป็นเวลานานกว่า 3 ปีก่อนมาถูกจับกุมตัวได้เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาในประเทศไทย

ส่วนคดีที่ 2เป็นคดีการเปิดเป็นแก๊งปล่อยเงินกู้นอกระบบและมีการปลอมแปลงบังคับทำสัญญากับลูกหนี้ชาวจีนและใช้กำลังในการทวงหนี้ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวได้ 4 คน โดยมีมูลค่าความเสียหายรายละ400 ล้านหยวนหรือประมาณ 2,000 ล้านบาทและ30 ล้านหยวนหรือประมาณ 150 ล้านบาท โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึกจังหวัดสระแก้วเมื่อวันที่28 สิงหาคมที่ผ่านมา ระหว่างหลบหนีเข้าประเทศกัมพูชาส่วนอีก 1 กลุ่มสามารถจับกุมได้ที่หน้าโรงเรียนพัทธยาอรุโณทัยจังหวัดชลบุรี

ส่วนคดีที่ 3 เป็นการจับกุมนายฮิโรยูกิ โกโต อายุ 40 ปีสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบุคคลที่ทางการญี่ปุ่นต้องการตัวเป็นอย่างมากตามหมายจับของศาลจังหวัดฟุกุโอกะ ในฐานความผิดโจรกรรมสินค้าแบรนด์เนมโดยพฤติการณ์ของนายฮิโรยูกิ จะตระเวนไปงัดแงะตามห้องพักต่างๆในประเทศญี่ปุ่นโดยจะขโมยสินค้าที่เป็นทรัพย์สินมีค่า โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม เริ่มก่อเหตุครั้งแรกเมื่ออายุ 20 ปีและถูกจับกุมได้ ภายหลังจากพ้นโทษมาแล้วเมื่อในปี 2559 ก็กลับมาก่อเหตุซ้ำอีกรวมมูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านเยน

จากนั้นนายฮิโรยูกิได้เดินทางเข้าออกประเทศไทยหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดได้เดินทางเข้าประเทศไทยวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมาผ่านทางช่องทางตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายและจะครบกำหนดอนุญาตอยู่ภายในราชอาณาจักรในวันที่ 18 สิงหาคมโดยในวันที่นายฮิโรยูกิเดินทางเข้ามายังประเทศไทยยังไม่มีการบันทึกเป็นบุคคลเฝ้าดูแต่เมื่อครบกำหนดอนุญาตการให้อยู่ในราชอาณาจักรบันทึกเป็นบุคคลเฝ้าดูได้ส่งมาถึงประเทศไทยแล้วเจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมในระหว่างที่นายฮิโรยูกิไปยื่นขออยู่ต่อที่จังหวัดชลบุรี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตม.จะทำการตรวจสอบทะเบียนประวัติอาชญากรของนายฮิโรยูกิอย่างละเอียดว่าเคยก่อเหตุในประเทศไทยหรือไม่โดยจะเทียบเคียงกับฐานข้อมูลลายนิ้วมือคดีต่างๆในประเทศไทยหากพบว่าเคยก่อเหตุจะดำเนินคดีในประเทศไทยก่อนจะส่งตัวให้ทางการญี่ปุ่นต่อไป

ส่วนในคดีสุดท้ายเป็นการลักลอบนำคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาจำนวน 15 คนเข้ามาในประเทศไทยโดยผู้ต้องหาคือนายศุภเดชนิคมทัศน์ อายุ 34 ปี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถไปจับกุมตัวได้ที่บริเวณสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งบริเวณถนนราษฎร์พัฒนาเขตสายไหมกรุงเทพเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

โดยชุดสืบสวนทราบว่าจะมีการลักลอบนำคนต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยจึงไปวางกำลังในจุดดังกล่าวก่อนพบรถต้องสงสัยจึงขอตรวจจากการตรวจสอบภายในรถพบว่ามีการดัดแปลงให้คนต่างด้าวนอนอยู่ภายในรถได้เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาลักลอบให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายส่วนชาวกัมพูชาที่พบทั้ง 15 คนได้แจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ พล.ต.ต.อิทธิพล กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมที่ ผ่านมาสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบบุคคลตามหมายจับบุคคลเฝ้าดูและบุคคลเฝ้าระวังที่จะหลบหนีเข้ามากบดานในประเทศไทยอีกทั้งยังเฝ้าระวังไม่ให้มีการลักลอบนำคนต่างด้าวเข้ามาในประเทศ

อีกทั้งจะสังเกตเห็นได้ว่าการจับกุมผู้ต้องหาบางรายเป็นการจับกุมในขณะที่จะเดินทางออกนอกประเทศหรือจะไปทำเรื่องขออยู่ต่อภายในราชอาณาจักรซึ่งบางครั้งประเทศต้นทางอาจยังไม่ได้ส่งบันทึกเฝ้าดูหรือหมายจับให้ทางการไทยช่วยติดตามตัวแต่หากมีการส่งข้อมูลต่างๆมาถึงเรียบร้อยแล้วและพบข้อมูลความเคลื่อนไหวในประเทศไทยทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็พร้อมดำเนินการจับกุมทันที