"ทนายตั้ม" ร้องกองปราบ เอาผิด "อัจฉริยะ" สร้างหลักฐานเท็จ - ปลอมเอกสาร [คลิป]

07 ม.ค. 2562 เวลา 6:54 น.

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

จากกรณีนายเศรษฐ เดชสุทา อายุ 37 ปี พร้อมภรรยา นางรักชนก เจริญมากสุวรรณ อายุ 42 ปี นำหลักฐานเป็นเอกสารข้อความสนทนาทางกลุ่มไลน์ และกลุ่มเพจต่างๆ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา หลังถูกคัดทะเบียนราษฎร์ไปเผยแพร่โดยมิชอบ เนื่องจากนายอัจฉริยะ มีการเข้าใจผิดว่านายเศรษฐเป็นแอดมินเพจหนึ่งซึ่งมีปัญหาอยู่กับนายอัจฉริยะ จนทำให้ครอบครัวถูกคุกคาม ถูกด่า โทรมาข่มขู่ ทำให้การใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่ปลอดภัย จึงต้องเดินทางเข้ามาแจ้งความ เอาผิดกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ในข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2561 นั้น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 มกราคม ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) ถ.พหลโยธิน นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม และนายเศรษฐ เดชสุทา อายุ 37 ปี ผู้เสียหายที่เป็นเหยื่อถูกนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ซึ่งร่วมกับตำรวจระดับรองผู้กำกับ คัดทะเบียนราษฎร์โดยผิดกฎหมาย เดินทางเข้าแจ้งความกับพ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รองผกก.(สอบสวน) กก.2 บก.ป. เพื่อเอาผิดในข้อหาร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จ และปลอมแปลงเอกสารราชการปลอม พร้อมนำเอกสารการลงบันทึกประจำวันมาเป็นหลักฐาน

นายษิทรา กล่าวว่า สืบเนื่องจากนายเศรษฐ เดชสุทา อายุ 37 ปี พร้อมภรรยาได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสภ.บางปะอิน เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2561 เรื่องการคัดทะเบียนราษฎร์ของภรรยานายเศรษฐโดยผิดกฎหมาย โดยหลังจากที่แจ้งความแล้วมีขบวนการที่ทำให้การคัดทะเบียนราษฎร์ออกมามีการแจ้งความไว้ก่อน เลยมีคนไปลงบันทึกประจำวันย้อนหลังไปวันที่ 28 พ.ย. 2561 ซึ่งเรามีหลักฐานสำคัญยืนยันได้ว่าวันดังกล่าวนายอัจฉริยะไม่ได้ไปแจ้งความจริงแต่เขาไปหลังจากที่นายเศรษฐไปแจ้งความไว้ ซึ่งบันทึกประจำวันที่ไปลงไว้เป็นรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะให้ลงบันทึกได้ 1 แผ่นต่อ 1 ข้อ เท่านั้น

นายษิทรา กล่าวต่อว่า การลงบันทึกประจำวันดังกล่าวมีพิรุธหลายอย่างคือ มีคนแจ้งความแผ่นที่ 100 ซึ่งเป็นแผ่นสุดท้ายของเล่ม ในข้อ 3 เวลา 13.08 น. วันที่ 28 พ.ย.2561 และมีข้อต่อในเวลา 15.00 น. ซึ่งนายอัจฉริยะเป็นผู้แจ้ง แต่เมื่อไปดูบันทึกประจำวันอีกเล่มหนึ่งในแผ่นแรกกลับเป็นเวลา 13.30 น. ทั้งนี้ก่อนการลงบันทึกประจำวันก็จะต้องมีการตรวจสอบแล้วว่าข้อสุดท้ายคือเวลาไหน และการลงบันทึกประจำวันเมื่อลงหมดแผ่นจะต้องไปขึ้นหน้าใหม่ จะไม่มีการเขียนเบียดกันเพื่อให้พอหน้า และพิรุธอีกอย่างคือผู้แจ้งไปลงชื่ออยู่ทางด้านซ้ายซึ่งโดยปกติเป็นไปได้น้อยมาก ตามระเบียบตำรวจก็ไม่ได้อยู่แล้ว นอกจากนี้คนที่ไปลงบันทึกประจำวันให้ก็เป็นระดับรองผู้กำกับ ทั้งที่ตามปกติผู้ลงบันทึกจะเป็นร้อยเวร และผู้มีหน้าที่บันทึก(สิบเวร) จึงมาแจ้งความเอาผิดนายอัจฉริยะ และตำรวจระดับรองผู้กำกับ ในข้อหาร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จ และปลอมแปลงเอกสารราชการปลอม พร้อมนำหลักฐานมามอบให้กับทางพนักงานสอบสวน และต้องการให้สอบบุคคลที่เกี่ยวข้องในวันที่เขาอ้างว่าไปแจ้งความในวันที่ 28 พ.ย. 2561 ด้วย

ด้านนายเศรษฐ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากตนได้ไปคอมเมนต์บนเพจ “กะโหลกแดง” หรือ Red Skull ในฐานะลูกเพจเท่านั้น ซึ่งเข้าใจว่าเพจนี้คงจะมีปัญหากับนายอัจฉริยะมาก่อนแล้ว จากนั้นจึงพบว่า ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของแฟนสาวของตนได้ถูกคัดลอกไปเผยแพร่ในกลุ่มไลน์ และบนเฟซบุ๊ก นายอัจฉริยะคงคิดว่าตนเป็นโหลกแดง ซึ่งตนยืนยันเป็นเพียงแค่ลูกเพจเท่านั้น เขาได้ไปคัดทะเบียนราษฎร์ภรรยาของตน ซึ่งวันที่ 28 พ.ย. 2561 ไม่ได้มีการคัดทะเบียนราษฎร์ของของตนแต่อย่างใด เขาไปคัดทะเบียนราษฎร์ของแฟนผมออกมาเพียงเพื่อจะนำไปเหยียดในกลุ่มไลน์ และนำภาพแฟนผมไปโพสต์ในเพจเพื่อให้คนเขารุมด่า รุมเหยียด ผมไปแจ้งความเพื่อปกป้องสิทธิของผมเอง แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาคือมีการไปทำเอกสารราชการปลอมขึ้นมาเพื่อทำร้ายผมและครอบครัวอีกหรือ นอกจากนี้ยังถูกคนมาแสดงความคิดเห็นข่มขู่ หมายจะทำร้ายร่างกายอีกด้วย

“ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมทำไมต้องก่ออาชญากรรมเสียเอง” นายเศรษฐ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด