ข่าว

แถลงทลายแก๊งมังกรจีน จ้างสาวไทยอุ้มบุญ พบส่งออกเด็กไปแล้วกว่า 50 ราย

แถลงจับ 2 ผัว-เมียแก๊งมังกรจีน พร้อมผู้ร่วมขบวนการรวม 9 ราย จ้างสาวไทยอุ้มบุญ พบเปิดบริษัทบังหน้า ส่งออกเด็กไม่ต่ำกว่า 50 ราย มีสถานพยาบาลและคลินิกเกี่ยวข้องอีก 9 แห่ง ตำรวจตามยึดทรัพย์ทะลุ 100 ล้านบาท

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดปฏิบัติการ ”stop children born-หยุดการกำเนิดเด็ก” ทลายเครือข่ายแม่อุ้มบุญที่รับจ้างตั้งครรภ์  โดยได้บุกทลายแหล่งอุ้มบุญข้ามชาติ ย่านลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10 จุด สามารถจับกุม หัวหน้าขบวนการชาวจีน พร้อมหญิงสาวรับจ้างตั้งท้องอีก 8 คน

ล่าสุด ช่วงบ่ายที่ผ่านมา (13 ก.พ.) กองบังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต. สุคุณ พรหมายน รองผู้บัญชาการตำรวจนตรบาล , พล.ต.ต. วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ , พล.ต.ต. สยาม บุญสม ผู้บังคับการการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 , พ.ต.อ. มานะ กลีบสัตบุศย์ , พ.ต.อ. ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ , พ.ต.อ. ปิโยรส กัณหะสิริ ผู้กำกับการสืบสวนนครบาล 5 และพ.ต.ท. ณัฐพล รัตนมงคลศักดิ์ สารวัตรสืบสวนนครบาล5

ร่วมกันแถลงผลภายหลังร่วมกันสนธิกำลังปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นกลุ่มนายทุนชาวจีน และนายหน้าชาวไทย ว่าจ้างหญิงสาวชาวไทย ให้มารับจ้างอุ้มบุญ โดยได้เข้าตรวจค้นบ้านพักและบริษัทต่าง ๆ ที่เปิดไว้บังหน้า และสถานที่พักอาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลรวม 10 แห่ง

โดยการปฏิบัติการครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนและชาวไทยได้ 9 ราย ประกอบด้วย นายเจ้า หราน(Mr.Ran zhao) อายุ 37 ปี นายจ้างเจ้าของทุน , นางซู ยิง ถิง (Miss.Su Yingting) อายุ 48 ปี เป็นสองสามีภรรยาชาวจีน , นางวิลาสินี ซู อายุ 50 ปี , น.ส.หล้า ขันติโย อายุ 43 ปี , นายนิคม สิมารัตน์ อายุ 48 ปี , นายธรรมนูญ หรือต๋อง ปัญจสังคม อายุ 40 ปี , น.ส.ศิญาพร หรือแขก สวัสดิ์พันธ์ อายุ 30 ปี , น.ส.วิยะดา หรือหนิง เชื้อจันทร์ อายุ 35 ปี และนางสายบัว แจ่มมี อายุ 44 ปี

ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 36-43 และ 45/2563 ลง 16 ม.ค. 2563  ในข้อหา “สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทาผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ , ร่วมกันดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน เพื่อประโยชน์ทางการค้า และโฆษณาหรือไขข่าวให้แพร่หลายด้วยประการใด ๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์แทนฯ ไม่ว่าจะได้กระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือไม่”

พล.ต.ต. วรวัฒน์ กล่าวว่า การจับกุมในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเบาะแสว่า มีขบวนการรับจ้างตั้งครรภ์โดยผิดกฎหมายรายใหญ่ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 และมีผู้ต้องสงสัยเดินทางเข้าออกประเทศ ตลอดช่วงต้นปี 2563 เมื่อสืบสวนในเชิงลึก พบว่ามีกลุ่มนายทุนชาวจีนเป็นหัวหน้าขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ ว่าจ้างกลุ่มนายหน้า ซึ่งเป็นคนไทยให้ติดต่อชักชวนหญิงไทยที่เคยอุ้มบุญ มารับจ้างตั้งครรภ์

โดยจะได้รับค่าจ้าง 300,000–450,000 บาท ต่อครั้ง แบบแบ่งจ่าย จากนั้นกลุ่มนายหน้าจะแบ่งหน้าที่ นำพาแม่อุ้มบุญไปปลูกฝังตัวอ่อนที่คลินิกในประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะพามาฝากครรภ์และคลอดบุตรที่โรงพยาบาลในประเทศไทย แต่บางครั้ง จะพาแม่อุ้มบุญไปคลอดบุตรที่ประเทศจีน พร้อมดำเนินการเรื่องเอกสารทำคลอด ทั้งยังออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด จากนั้นจะพาเด็กอุ้มบุญไปส่งให้กับผู้รับเลี้ยงดูที่ประเทศจีน แม่ที่อุ้มบุญจึงจะได้รับค่าตอบแทน ก่อนรอเวลาประมาณ 1 เดือน จึงกลับเข้าไทย

นอกจากนี้ ยังพบว่าขบวนการนี้ได้เปิดบริษัทบังหน้าเพื่อปกปิด และดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 โดยพบข้อมูลแม่อุ้มบุญกระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ต่ำกว่า 100 ราย ส่งออกเด็กอุ้มบุญไปแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ราย ผลการปฏิบัติการ ยังได้ตรวจยึดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดอีกหลายรายการ แบ่งเป็นรถยนต์ 16 คัน มูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท มีบ้านพักและบริษัทของผู้ต้องหาในย่านลาดพร้าวอีก 2 หลัง มูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท รวมถึงทรัพย์สินอื่นๆ อีกนับ 100 ล้านบาท

พ.ต.อ.มานะ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้เชิญแม่อุ้มบุญชาวไทยมาสอบปากคำรวมทั้งหมด 15 ราย จากทั้งหมด 22 ราย ในที่นี้กันไว้เป็นพยาน 7 ราย พร้อมให้การช่วยเหลือเด็กที่เกิดจากแม่อุ้มบุญอีก 2 คน รายหนึ่งมีอายุ 4 เดือน อีกรายอายุ 22 วัน หลังจากนี้จะประสานทางการจีน เพื่อร่วมกันขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมทั้งหมดมาดำเนินคดี ส่วนผู้ต้องหาตามหมายจับอีกรายนั้นอยู่ต่างประเทศ ก็จะดำเนินการจับกุมต่อไป

ทางด้านนายธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สบส.ทำหน้าที่กำกับดูแลสถานพยาบาลที่ขออนุญาตรับดำเนินการอุ้มบุญ ที่มีทั้งหมด 94 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งในคดีนี้ พบว่ามีสถานพยาบาลที่มีความเกี่ยวข้อง 9 แห่ง มีทั้งโรงพยาบาลและคลินิก ก็จะตรวจสอบขยายผลและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ในการอุ้มบุญยังมีข้อกำหนดให้ผู้เป็นสามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือชาวต่างชาติที่มีคู่สมรสชาวไทยและจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 3 ปี สามารถมาขอมีบุตรด้วยการอุ้มบุญได้ โดยต้องทำกับสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต และต้องเป็นหมอที่ได้รับอนุญาตจากแพทย์สภาเป็นผู้ดำเนินการ แต่ก็มีข้อห้ามในการอุ้มบุญหลายประการ คือห้ามเลือกเพศของเด็ก ห้ามซื้อขายนำเข้าเซลล์ไข่กับอสุจิ และห้ามโฆษณา และรับจ้างตั้งท้อง ที่สำคัญ ห้ามปฏิเสธการรับเลี้ยงเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ

โดยการจับกุมครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนา ที่ทำให้เด็กบางส่วนยังไม่ถูกนำตัวส่งไปจีน เนื่องจากมาตรการสั่งปิดเมืองที่เข้มงวด